
By วิภาดา จิณณวาโส
คำว่า "Japanification" กลับมาเป็นประเด็นที่ต้องจับตาเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง หลังมีการประเมินจากสื่อต่างประเทศว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำเป็นเวลานาน จนเกิดคำถามว่าไทยกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกับญี่ปุ่นหรือไม่ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยหลายตัวในปัจจุบันสามารถทำให้เกิดคำถามเรื่องนี้ได้จริง แต่ย้ำว่าภาวะของไทยไม่ได้เหมือนกับญี่ปุ่นทั้งหมด และประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านการผลิตและบริการที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก
Japanification หากอธิบายแบบง่ายที่สุด คือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตในระดับต่ำเป็นเวลานาน ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและเศรษฐกิจขาดแรงส่งจนเกิดวงจรที่แก้ไขได้ยาก ญี่ปุ่นเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจน เพราะหลังเศรษฐกิจเผชิญปัญหาฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศต้องเผชิญกับการเติบโตที่อ่อนแอ เงินเฟ้อต่ำ และความต้องการลงทุนและบริโภคที่ไม่แข็งแรงเป็นเวลานาน จนคำว่า Japanification ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่ประเทศอื่นอาจเผชิญเส้นทางคล้ายกัน
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย จึงไม่แปลกที่คำถามนี้จะเกิดขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และกำลังซื้อของครัวเรือนยังไม่แข็งแรงพอที่จะเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ธปท.เองจึงยอมรับว่า หากมองจาก “ผลลัพธ์” ของตัวเลขเศรษฐกิจ ก็มีบางส่วนที่ทำให้เกิดความกังวลเรื่อง Japanification ได้ แม้จะย้ำว่าต้นเหตุของปัญหาไทยและญี่ปุ่นแตกต่างกัน
แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ การตีความว่า Japanification ไม่ได้หมายถึงเพียง GDP โตต่ำ เพราะถ้ามองแค่นั้น เราอาจพลาดโจทย์ใหญ่กว่าไปมาก ปัญหาที่น่ากังวลจริง ๆ คือ “การที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำจนส่งผลต่อรายได้ของประชาชน” ที่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันต้นทุนการดำรงชีวิต คนก็มีความสามารถในการบริโภคและชำระหนี้ลดลง เมื่อกำลังซื้ออ่อนแอ ธุรกิจก็มีแรงจูงใจในการลงทุนลดลง และเมื่อการลงทุนกับผลิตภาพไม่เพิ่มขึ้นมากพอ เศรษฐกิจก็ยิ่งขยายตัวได้ยาก วงจรเหล่านี้สามารถกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างได้ หากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ฉะนั้นจึงทำให้ประเด็น “รายได้ของคนไทย” สำคัญกว่าการคาดหวังเพียงว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยได้อีกหรือไม่ เพราะดอกเบี้ยต่ำสามารถช่วยลดภาระทางการเงินและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ไม่สามารถสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชนได้ด้วยตัวเอง หากธุรกิจยังผลิตสินค้าเดิมด้วยเทคโนโลยีเดิม ขณะที่แรงงานยังอยู่ในกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ ต่อให้ต้นทุนทางการเงินถูกลง เศรษฐกิจก็อาจไม่ได้เปลี่ยนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงเชื่อมโยงกับเรื่องนี้โดยตรง เพราะต้นตอไม่ได้มีเพียงการที่ประชาชน “กู้มากเกินไป” แต่ยังสะท้อนว่ารายได้ของคนจำนวนมากไม่เพียงพอกับรายจ่ายและภาระหนี้ที่มีอยู่ ธปท.จึงเดินหน้าหลายมาตรการ ทั้งโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” การปรับโครงสร้างหนี้ การกำกับสินเชื่อประเภท Buy Now Pay Later รวมถึงการลดต้นทุนบริการทางการเงินและเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่ออย่างปลอดภัย แต่ ธปท.ก็ย้ำชัดว่า ทางออกที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่มาตรการทางการเงินเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนมี “รายได้ที่แท้จริง” เพิ่มขึ้น
ตรงนี้เองจึงเป็นจุดที่ทำให้โจทย์ Japanification ของไทยแตกต่างจากการถกเถียงเรื่องดอกเบี้ยนโยบายตามปกติ เพราะหากต้องการหลีกเลี่ยงการติดอยู่ในภาวะเติบโตต่ำเป็นเวลานาน ประเทศจำเป็นต้องทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจสร้างรายได้และผลิตภาพได้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงพยายามพยุงกำลังซื้อด้วยมาตรการกระตุ้นเป็นครั้ง ๆ ไป
โดยภาพเศรษฐกิจไทยล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2569 ก็สะท้อนความจริงข้อนี้ได้ค่อนข้างชัด เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวจากเดือนก่อน โดยได้แรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและอุปทานเที่ยวบินที่ทยอยกลับมา ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการและรายรับจากนักท่องเที่ยวปรับดีขึ้น ตัวเลขเดือนกรกฎาคมนี้จึงไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่ง เพราะการส่งออกไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้น 2.3% จากเดือนก่อน การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 1.2% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ขณะที่ภาคการลงทุนเอกชนลดลงเล็กน้อย 0.3% หลังจากเร่งตัวขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ โดยข้อมูลของ ธปท. ระบุว่าอยู่ที่ 1.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.34%
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขการเติบโตในเดือนเดียว คือโครงสร้างของการฟื้นตัว เพราะแรงส่งจำนวนมากยังมาจากบางภาคส่วนและบางกลุ่ม ขณะที่อีกส่วนของเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ธปท.ระบุว่าแรงส่งในระยะต่อไปยังมาจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และ AI ของโลก ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและการฟื้นตัวของรายได้บางกลุ่ม
ภาพนี้ทำให้เศรษฐกิจไทยมีลักษณะคล้ายกับการฟื้นตัวแบบ “สองความเร็ว” คือ บางธุรกิจสามารถเติบโตไปกับเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ของโลก แต่ธุรกิจและครัวเรือนอีกจำนวนมากยังไม่ได้รับประโยชน์ในระดับเดียวกัน หากการเติบโตจาก AI อิเล็กทรอนิกส์ Data Center หรืออุตสาหกรรมใหม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและกระจายไปสู่รายได้แรงงาน ผู้ประกอบการไทย และธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้มากขึ้น นั่นจะเป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจ แต่หากการเติบโตกระจุกอยู่เฉพาะบางอุตสาหกรรม ขณะที่รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ยังโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยังคงอยู่
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเสียทีเดียว แต่มีปัญหาว่า “กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง” ยังมีสัดส่วนไม่มากพอที่จะดันรายได้ของประเทศขึ้นทั้งระบบ ขณะเดียวกันแรงงานไทยจำนวนมากยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่ผลิตภาพไม่สูง และธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากมีข้อจำกัดในการลงทุน เทคโนโลยี เงินทุน และการเข้าถึงตลาด หากไม่สามารถยกระดับกลุ่มเหล่านี้ได้ เศรษฐกิจอาจโตได้เป็นช่วง ๆ เมื่อมีแรงส่งจากต่างประเทศ แต่กลับมาชะลอตัวอีกเมื่อปัจจัยภายนอกหมดแรง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ธปท. มองว่าไทยยังมี “ศักยภาพที่ซ่อนอยู่” ทั้งในภาคการผลิตและบริการ เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ใช้ศักยภาพทั้งหมดที่มีอยู่ให้เต็มที่ ต่างจากการมองว่าเศรษฐกิจไทยหมดโอกาสเติบโตแล้ว ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าปัญหาเป็นเรื่องศักยภาพที่ยังใช้ไม่เต็มที่ ทางออกจึงอยู่ที่การปลดล็อกผลิตภาพและโครงสร้างเศรษฐกิจ มากกว่าการยอมรับว่าประเทศจำเป็นต้องอยู่กับการเติบโตต่ำไปเรื่อย ๆ
หนึ่งในกุญแจสำคัญ คือ การเปลี่ยน “การลงทุนด้านดิจิทัล” ให้กลายเป็น “ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ” เพราะที่ผ่านมาไทยสามารถดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานใหม่เข้ามาได้มากขึ้น แต่การมี Data Center หรือระบบดิจิทัลอยู่ในประเทศไม่ได้แปลว่าผลิตภาพของธุรกิจไทยจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ธุรกิจไทยจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปเปลี่ยนกระบวนการผลิต การขาย การบริหารจัดการ และการให้บริการได้มากแค่ไหน ถ้าบริษัทไทยสามารถใช้ AI ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาสินค้าใหม่ เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ และสร้างงานที่มีค่าจ้างสูงขึ้นได้ เทคโนโลยีก็จะไม่ได้เป็นเพียง “การลงทุน” แต่จะกลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจ ในทางกลับกัน หากไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ธุรกิจและแรงงานในประเทศไม่ได้เชื่อมต่อเข้าไปในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ผลต่อรายได้ของประชาชนก็จะจำกัด
ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยเฉพาะนโยบายที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึง พ.ร.ก.เงินกู้วงเงิน 2 แสนล้านบาทที่ถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในเครื่องมือสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่โจทย์สำคัญ คือ เม็ดเงินเหล่านี้ต้องถูกเปลี่ยนจาก “เงินที่ช่วยให้เศรษฐกิจโต” ไปเป็น “เงินที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้ด้วยตัวเอง” ให้ได้ เพราะหากเงินภาครัฐสร้างเพียงอุปสงค์ชั่วคราว เมื่อมาตรการหมดลง เศรษฐกิจก็อาจกลับมาอ่อนแรงเหมือนเดิม
ในมุมนี้ การหลีกเลี่ยง Japanification จึงไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากที่สุด แต่เป็นการแข่งขันกับเวลาในการยกระดับศักยภาพของประเทศ เพราะยิ่งปล่อยให้รายได้โตต่ำ หนี้สูง ผลิตภาพเพิ่มช้า และธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถลงทุนได้ต่อเนื่องนานเท่าไร การแก้ปัญหาก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญ ไทยยังมีโอกาสที่ญี่ปุ่นในช่วงเริ่มต้นของปัญหาไม่มีในระดับเดียวกัน นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลกและการย้ายห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังเปิดโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ EV ดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด หากไทยสามารถเชื่อมการลงทุนเหล่านี้เข้ากับผู้ผลิตไทย แรงงานไทย และธุรกิจบริการไทยได้จริง การลงทุนจากภายนอกก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือยกระดับรายได้ในประเทศ ไม่ใช่เพียงตัวเลข FDI ที่สวยงามบนกระดาษ
ข่าวเด่น