เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ ไทยเปลี่ยนเครื่องยนต์ เมื่อการลงทุนโตแรง แต่กำลังซื้อยังไม่ฟื้น


       by วิภาดา จิณณวาโส
 
เศรษฐกิจโลกในช่วงต่อจากนี้อาจไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันอีกต่อไป แม้หลายประเทศยังสามารถรักษาการเติบโตเอาไว้ได้ แต่โจทย์ที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญแตกต่างกันมากขึ้น ทั้งเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ต้นทุนทางการเงิน ภาระการคลัง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังส่งผลต่อประเทศไทยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเองก็เริ่มเปลี่ยนเครื่องยนต์ จากเดิมที่พึ่งพาการบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก เป็นหลัก ไปสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น

หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ตลาดโลกกำลังจับตาคือ ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ หลังตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed อาจยังมีเหตุผลที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าที่เคยคาดไว้ โดย UBS มองว่า Fed มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 ครั้งละ 0.25% ในเดือนกันยายนและธันวาคม ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ราว 60% อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุป เพราะ Fed ยังต้องพิจารณาข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่กำลังทยอยออกมา

จุดที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น คือ เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด การจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดยังมองว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแรงพอที่จะรับต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ค่าจ้างรายชั่วโมงชะลอลงมาอยู่ที่ 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ต้นทุนแรงงานจะส่งผ่านไปเป็นเงินเฟ้อระลอกใหม่ ดังนั้นตัวเลข CPI และ PPI จึงมีความสำคัญ เพราะจะช่วยตอบว่า Fed ควรให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อที่ยังต้องระวัง หรือเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่เริ่มมีสัญญาณชะลอลง

แต่สิ่งที่น่าจับตาไม่ได้มีเพียงดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนเงินในตลาดการเงินอาจเคลื่อนไหวไปอีกทางได้ ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรี ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การคลัง และการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยี นั่นหมายความว่า แม้การตัดสินใจของ Fed จะเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ต้นทุนทางการเงินของเศรษฐกิจโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง ภาคธุรกิจและครัวเรือนก็ยังต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่สูง ซึ่งอาจจำกัดการใช้จ่ายและการลงทุนในบางส่วน

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่น กำลังกลายเป็นอีกตัวแปรที่ต้องจับตา เพราะเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนว่าตลาดกำลังปรับความคาดหวังต่อ BOJ หรือธนาคารกลางญี่ปุ่น และความแตกต่างของดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด อาจทำให้การทำ Yen Carry Trade ซึ่งอาศัยต้นทุนเงินเยนที่ต่ำเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นลดลง และนำไปสู่การเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับบางส่วน ประเด็นนี้จึงไม่ได้กระทบแค่ค่าเงินเยน แต่ยังสามารถสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินทั่วโลกได้ด้วย

จีน ก็มีโจทย์ของตัวเอง ภาคการผลิตเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มไฮเทค แต่ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่หายไป มาตรการใหม่ที่กำหนดให้การโอนเงินดาวน์และสินเชื่อแก่ผู้พัฒนาโครงการเกิดขึ้นเมื่อบ้านสร้างเสร็จ รวมถึงการขยายระยะเวลาผ่อนสูงสุดเป็น 40 ปี อาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว แต่ผลบวกในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด เพราะโครงการที่ก่อสร้างไม่เสร็จยังมีอยู่จำนวนมาก ภาพของจีนจึงสะท้อนว่า แม้ภาคการผลิตและเทคโนโลยีจะเดินหน้า แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากยังต้องใช้เวลา

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ภาพที่เกิดขึ้นจึงน่าสนใจ เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดแรงส่งทั้งหมด แต่แรงส่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบอย่างชัดเจน ข้อมูลเดือนกรกฎาคมจากวิจัยกรุงศรีพบว่า ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.2% จาก 4.6% ในเดือนมิถุนายน แม้ยังมีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ ขณะที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนยังเติบโตสูงถึง 12.9% แม้จะชะลอลงจาก 18.6% ในเดือนก่อน ด้านการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำยังขยายตัวถึง 25.4% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 ล้านคน

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจน คือ มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้น 36.7% และการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึง 100% ขณะเดียวกัน ไทยยังได้แรงหนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก วัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ และโครงการด้านพลังงานของประเทศ หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อ การลงทุนใน Data Center, Digital Infrastructure, อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่น ๆ อาจกลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และที่สำคัญ คือ การลงทุนเหล่านี้อาจช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตของไทย หากสามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและห่วงโซ่อุปทานในประเทศได้มากขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการลงทุนที่เติบโตแรงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่ยังโตในระดับต่ำได้ เพราะการเพิ่มขึ้นของการลงทุนไม่ได้หมายความว่ารายได้จะกระจายไปถึงครัวเรือนในทันที โรงงานหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลหนึ่งโครงการอาจมีมูลค่าการลงทุนสูงมาก แต่ผลต่อการจ้างงานและรายได้ของคนจำนวนมากอาจแตกต่างจากการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นโดยตรง ดังนั้นตัวเลขการลงทุนที่แข็งแรงจึงเป็นสัญญาณบวกต่อศักยภาพในอนาคต แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนทั่วไป “รู้สึก” ว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว

โจทย์สำคัญอยู่ตรงนี้ เพราะครัวเรือนไทยยังมีข้อจำกัดจากรายได้ที่เติบโตต่ำและหนี้ครัวเรือนในระดับสูง เมื่อกำลังซื้อมีข้อจำกัด การบริโภคจึงไม่สามารถกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักได้ง่าย แม้มาตรการกระตุ้นของภาครัฐจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ในระยะหนึ่ง แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง แรงส่งก็มีโอกาสแผ่วลงอีก ขณะที่ความเสี่ยงจากเอลนีโญ ราคาพลังงาน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ยังสามารถกระทบต้นทุนและรายได้ของไทยได้

ทั้งหมดนี้ทำให้ประมาณการเศรษฐกิจไทยที่วิจัยกรุงศรีคาดว่าจะเติบโต 2.1% ในปี 2569 มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงตัวเลข GDP เพราะภายใต้ตัวเลขดังกล่าวกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างบางอย่าง ไทยมีการลงทุนใหม่เข้ามามากขึ้น มีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาเป็นแรงส่ง มีการส่งออกสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI แต่ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้และหนี้ครัวเรือน

โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่นโยบายการเงินเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงิน ไปสู่ช่วงที่เงินเฟ้อ ค่าเงิน พันธบัตร การคลัง และการลงทุนด้านเทคโนโลยีเข้ามากำหนดทิศทางเศรษฐกิจพร้อมกัน ส่วนไทยเองก็กำลังเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่หวังพึ่งการบริโภค ไปสู่เศรษฐกิจที่ต้องพึ่งการลงทุนและอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ว่าไทยจะหาเครื่องยนต์ใหม่เจอหรือไม่ แต่คือเราจะทำอย่างไรให้เครื่องยนต์ใหม่นั้นลากเศรษฐกิจทั้งประเทศไปข้างหน้า ไม่ใช่เติบโตอยู่เพียงบางพื้นที่หรือบางอุตสาหกรรมเท่านั้น

LastUpdate 09/09/2569 19:50:58 โดย : Admin
10-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (9 ก.ย.69) ลบ 4.00 จุด ดัชนี 1,617.89 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (9 ก.ย.69) บวก 1.00 จุด ดัชนี 1,622.89 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยปิดลดลงกว่า 50 เหรียญ หรือ 1.3% และระหว่างวันทำจุดต่ำสุดที่ 4,341 เหรียญ

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (8 ก.ย.69) ร่วงแรง 628.18 จุด กังวลราคาน้ำมันพุ่ง จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (8 ก.ย.69) ร่วง 37.60 ดอลลาร์ กังวลน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อสูง จับตา CPI ชี้ดอกเบี้ยเฟด

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (9 ก.ย.69) ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน" 70% ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 60% ภาคใต้ 40%

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (9 ก.ย.69) ร่วง 450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 68,950 บาท

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (9 ก.ย. 69) บวก 1.02 จุด ดัชนี 1,622.91 จุด

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.00 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (9 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 8 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 4

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (8 ก.ย.69) บวก 3.07 จุด ดัชนี 1,621.89 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (8 ก.ย.69) ลบ 0.99 จุด ดัชนี 1,617.83 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวัน Labor Day โดยราคายังสามารถทรงตัวเหนือบริเวณ 4,400 เหรียญ ได้ค่อนข้างดี

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (8 ก.ย.69) บวก 6.96 จุด ดัชนี 1,625.78 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 10, 2026, 3:28 am