เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
โลกไม่ได้กำลังร้อนขึ้นอย่างเดียว แต่ต้นทุนจากภัยพิบัติกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ


• แม้ไม่มีเมกะภัยพิบัติเกิดขึ้น เพียงไตรมาสแรกของปี 2026 ภัยพิบัติทางธรรมชาติสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกอย่างน้อย 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 
 
• ในจำนวนนี้ มีเพียงประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัย เท่ากับว่าความเสียหายราว 2 ใน 3 ต้องตกอยู่กับประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ
 
• ภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายระดับ “พันล้านดอลลาร์” เกิดขึ้นถึง 17 เหตุการณ์ในเวลาเพียง 3 เดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี
 
• ความเสียหายที่แพงขึ้นไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากเมืองที่ขยายตัว ทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงขึ้น และต้นทุนการซ่อมแซมที่แพงขึ้น
 
• Climate Risk จึงกำลังเปลี่ยนจากเรื่องสิ่งแวดล้อม มาเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องรับมือ

ลองนึกภาพว่า ปี 2026 ยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยเมกะภัยพิบัติขนาดใหญ่เหมือนบางปีที่ผ่านมา แต่ในเวลาเพียง 3 เดือน โลกเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติไปแล้วอย่างน้อย 58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 2 ล้านล้านบาท
 
รายงาน Natural Catastrophe and Climate Report Q1 2026 ของ Gallagher Re ประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไตรมาสแรกในรอบ 10 ปีที่ 67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 12% และต่ำกว่า Q1/2025 ที่มีความเสียหายสูงถึง 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 
แต่การที่ตัวเลขลดลง ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงลดลงตามไปด้วย
 
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐฯ เริ่มต้นฤดูกาลพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงช้ากว่าปกติ และไม่มีเหตุการณ์เดียวที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมประกันภัยเกิน 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 
ในทางกลับกัน ภัยพิบัติขนาดกลางถึงใหญ่ยังคงเกิดขึ้นถี่มาก
 
ภัยพิบัติระดับ “พันล้านดอลลาร์” กำลังเกิดบ่อยขึ้น
เพียงไตรมาสแรกของปี 2026 มีภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึง 17 เหตุการณ์
 
สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ประมาณ 13 เหตุการณ์ และเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ Q1 มีเหตุการณ์ระดับพันล้านดอลลาร์มากกว่า 12 ครั้ง
 
โลกอาจไม่ได้เจอ “มหันตภัยครั้งเดียว” ที่สร้างความเสียหายมหาศาลทุกปี แต่กำลังเผชิญเหตุการณ์ขนาดกลางถึงใหญ่ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และเมื่อรวมกันแล้วสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล
ยุโรปกำลังเห็นต้นทุนของสภาพอากาศสุดขั้วชัดขึ้น
 
European Windstorm สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นปี ทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีที่มีความเสียหายจากภัยประเภทนี้สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 หรือในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ
 
Storm Kristin และ Storm Leonardo เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญ ขณะที่บางพื้นที่ของฝรั่งเศสเผชิญฝนตกต่อเนื่องยาวนานถึง 40 วัน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1959
 
ปัญหาคือ ความเสียหายจำนวนมากเกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ซึ่งทรัพย์สินจำนวนไม่น้อยไม่มีประกันรองรับ
และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ใครเป็นคนจ่าย?
 
ความเสียหายเกือบ 2 ใน 3 ไม่มีประกันรองรับ
จากความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างน้อย 58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีประมาณ 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยหรือระบบประกันภาครัฐ
 
หมายความว่า ความเสียหายประมาณ 38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2 ใน 3 ไม่มีประกันรองรับ
ส่วนต่างนี้เรียกว่า Protection Gap
และเมื่อไม่มีประกัน 
 
เจ้าของบ้านต้องจ่ายค่าซ่อมเอง
ธุรกิจต้องรับภาระสินทรัพย์และรายได้ที่สูญเสีย
รัฐบาลต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและช่วยเหลือประชาชน
 
ภัยพิบัติจึงสามารถเปลี่ยนจาก Climate Risk ไปเป็น Fiscal Risk, Business Risk และ Household Financial Risk ได้อย่างรวดเร็ว
 
แต่ความเสียหายที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มาจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
 
Gallagher Re ชี้ให้เห็นว่า ความเสียหายจาก Severe Convective Storm ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2008 ไม่สามารถอธิบายด้วยความรุนแรงของสภาพอากาศเพียงปัจจัยเดียว
 
ต้นทุนยังเพิ่มขึ้นจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง การขยายตัวของเมืองเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง รูปแบบอาคาร ตลอดจนมูลค่าทรัพย์สินที่อยู่ในเส้นทางของภัยพิบัติ
พูดง่ายๆ คือ
 
พายุลูกเดิม หากพัดผ่านเมืองที่ใหญ่กว่า บ้านแพงกว่า และมีทรัพย์สินมากกว่า ก็สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงกว่าเดิมได้มาก
 
ความเสียหายจากเหตุการณ์เดียวจึงสามารถแพร่จากพื้นที่หนึ่งไปยังห่วงโซ่อุปทาน ราคาสินค้า รายได้ของธุรกิจ ตลาดประกันภัย และงบประมาณภาครัฐได้
 
และตัวเลขความเสียหายที่เราเห็นยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนจริง
 
เพราะผลกระทบบางอย่างวัดเป็นเงินได้ยาก ตั้งแต่ธุรกิจที่ต้องหยุดดำเนินงาน สุขภาพของประชาชน ระบบนิเวศ ไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป
 
ความเสียหาย 1 ดอลลาร์ไม่ได้มีความหมายเท่ากันในทุกประเทศ
 
ประเทศพัฒนาแล้วอาจมีตัวเลขความเสียหายสูง เพราะบ้าน อาคาร และโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่าสูง
ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอาจมีความเสียหายคิดเป็นเงินไม่มากเท่า แต่ประชาชนสามารถสูญเสียบ้าน รายได้ หรือทรัพย์สินเกือบทั้งหมดจากเหตุการณ์เดียว และรัฐบาลอาจมีข้อจำกัดทางการคลังในการช่วยเหลือและฟื้นฟู
 
ดังนั้น การดูเฉพาะ “มูลค่าความเสียหาย” อาจทำให้เรามองไม่เห็นความรุนแรงที่แท้จริงของภัยพิบัติในบางประเทศ
 
Climate Risk กำลังเกิดขึ้น "ตอนนี้" ไม่ใช่อนาคต
 
ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 ยังคงชี้ว่าอุณหภูมิโลกอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความเสียหายจากภัยพิบัติกำลังส่งผ่านไปยังต้นทุนของครัวเรือน ธุรกิจ ระบบประกันภัย และงบประมาณภาครัฐมากขึ้น
 
สิ่งที่โลกต้องเตรียมรับมือที่แท้จริงคือ การลดต้นทุนเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ควบคู่กับการออกแบบเมืองให้รับมือภัยได้ดีขึ้น ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน พัฒนาระบบเตือนภัย และลด Protection Gap
พายุอาจผ่านไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
 
แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจของภัยพิบัติ ยังอยู่กับครัวเรือน ธุรกิจ และประเทศไปอีกหลายปี
 

LastUpdate 14/09/2569 12:50:57 โดย : Admin
15-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 15 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนเพชรบุรี

2. กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 15 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนจรัญสนิทวงศ์

3. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (14 ก.ย.69) ลบ 13.45 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,591.07 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกกลับมาเคลื่อนไหวใกล้ 4,300 เหรียญ หลังจากก่อนหน้านี้ทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,443 เหรียญ ก่อนเผชิญแรงขายหลังการประกาศ CPI

5. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (14 ก.ย.69) ลบ 9.64 จุด ดัชนี 1,594.88 จุด

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (14 ก.ย.69) "ภาคอีสาน-ภาคกลาง-ภาคใต้" ฝนตกหนัก 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก 60%

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (14 ก.ย.69) ลบ 1.44 จุด ดัชนี 1,603.08 จุด

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (14 ก.ย.69) "คงที่" ทองรูปพรรณ ขายออก 69,050 บาท

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

10. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.80-33.40 ลุ้นดอกเบี้ยเฟดและบีโอเจ

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (14 ก.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (11 ก.ย.69) ลบ 10.55 จุด ดัชนี 1,604.52 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (11 ก.ย.69) ลบ 10.31 จุด ดัชนี 1,604.76 จุด

14. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงหลุดระดับ 4,350 เหรียญ ทำให้ภาพระยะสั้นกลับมาเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 15, 2026, 9:43 am