เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
China+1: เมื่อโลกไม่อยากฝากการผลิตไว้ที่ประเทศเดียว


• China+1 คือกลยุทธ์ที่บริษัทต่างชาติยังรักษาฐานการผลิตหรือ Supply Chain ในจีน ขณะเดียวกันก็กระจายการผลิตบางส่วนไปยังประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศเดียวมากเกินไป
 
• กระแสนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เร่งตัวจากต้นทุนการผลิตในจีนที่สูงขึ้น สงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน การระบาดของ COVID-19 และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บริษัทให้ความสำคัญกับ Resilience มากขึ้นควบคู่กับ Efficiency
 
• เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์เด่นชัด โดยปี 2024 ดึงดูด FDI ที่จดทะเบียนได้ 38.23 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ FDI ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ 25.35 พันล้านดอลลาร์ และเศรษฐกิจครึ่งแรกปี 2026 ขยายตัว 8.18% YoY
 
• ไทยกำลังได้รับการลงทุนระลอกใหม่จากการปรับโครงสร้าง Supply Chain โลก แต่ประโยชน์ในระยะยาวขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมเงินลงทุนเหล่านี้เข้ากับแรงงาน ผู้ประกอบการ และฐานการผลิตภายในประเทศ
 
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีน ด้รับการขนานนามว่าเป็น “โรงงานของโลก” เหตุผลไม่ได้มีเพียงค่าแรงที่เคยอยู่ในระดับต่ำ แต่จีนสร้างระบบการผลิตขนาดใหญ่ที่เชื่อมตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน โรงงานประกอบ โลจิสติกส์ ท่าเรือ ไปจนถึงแรงงานและวิศวกรจำนวนมาก
 
สำหรับบริษัทข้ามชาติ การตั้งโรงงานในจีนจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเข้าไปอยู่ใน Ecosystem ที่สามารถผลิตสินค้าจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
 
เมื่อโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น การฝาก Supply Chain ส่วนใหญ่ไว้ในประเทศเดียวก็เริ่มมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในรูปของ ความเสี่ยง และนี่คือเหตุผลที่ China+1 มีบทบาทมากขึ้น
 
จากต้นทุน สู่การกระจายความเสี่ยง
China+1 หรือ แนวคิดการกระจายฐานการผลิตออกจากจีนมีมานานแล้ว และเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงทศวรรษ 2010 เมื่อค่าจ้างและต้นทุนการผลิตในจีนเพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ รองเท้า และการประกอบสินค้าบางประเภท จึงเริ่มมองหาฐานการผลิตอื่นที่มีต้นทุนแข่งขันได้
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังปี 2018 เมื่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนทำให้ภาษีนำเข้ากลายเป็นต้นทุนที่บริษัทต้องนำมาคิดในการตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าที่ไหน
 
จากนั้น COVID-19 ก็ทำให้ความเสี่ยงของ Supply Chain ชัดเจนยิ่งขึ้น
การปิดโรงงาน เมือง และท่าเรือในช่วงการระบาดทำให้บริษัททั่วโลกเห็นว่า Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียว สามารถเผชิญปัญหาได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด แนวคิดในการบริหาร Supply Chain จึงขยับจากการมอง Efficiency เพียงอย่างเดียว ไปสู่การหาสมดุลระหว่าง Efficiency กับ Resilience
 
บริษัทอาจยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้นบางส่วน แลกกับการมีโรงงานหรือ Supplier มากกว่าหนึ่งประเทศ เพื่อให้ธุรกิจยังเดินต่อได้หากฐานการผลิตแห่งหนึ่งเกิดปัญหา
 
China+1 จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงของบริษัทข้ามชาติมากขึ้น
แต่การออกจากจีนไม่ใช่เรื่องง่าย
 
แม้บริษัทจำนวนมากกำลังกระจายการผลิตไปยังประเทศอื่น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย
จีนยังเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ขณะที่ Ecosystem การผลิตถูกสร้างและพัฒนามาหลายสิบปี ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านถนน รถไฟ ท่าเรือ และสนามบิน ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายผู้ผลิตจำนวนมาก
 
ที่สำคัญ จีนมี Supply Chain ที่เชื่อมโยงตั้งแต่วัตถุดิบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน โรงงานประกอบสินค้า ไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีและแรงงานทักษะสูง
การย้ายโรงงานประกอบไปประเทศอื่นจึงไม่ได้หมายความว่า Supply Chain จะออกจากจีนทั้งหมด เพราะชิ้นส่วน เครื่องจักร หรือวัตถุดิบบางส่วนอาจยังมาจากจีน ทำให้บริษัทจำนวนมากเลือก “China+1” มากกว่า “China Exit”
 
เวียดนามเป็นหนึ่งในผู้รับประโยชน์สำคัญ
หากมองในอาเซียน ประเทศที่เห็นผลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ชัดเจนประเทศหนึ่งคือ เวียดนาม
เวียดนามมีข้อได้เปรียบหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้ ที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับจีน และเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรีที่เชื่อมโยงกับตลาดสำคัญ
ผลที่ตามมาคือเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ในปี 2024 เวียดนามมี FDI ที่จดทะเบียนใหม่ เพิ่มทุน และธุรกรรมลงทุนที่เกี่ยวข้องรวม 38.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ประมาณ 25.35 พันล้านดอลลาร์
บริษัทระดับโลกจำนวนมากเข้าไปสร้างหรือขยายฐานการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Electronics และ Semiconductor โดย Samsung เพียงรายเดียวมีเงินลงทุนสะสมในเวียดนามมากกว่า 23 พันล้านดอลลาร์ และในปี 2026 ยังมีแผนลงทุนโรงงานทดสอบ Semiconductor แห่งใหม่มูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์
การลงทุนเหล่านี้ช่วยให้เวียดนามเชื่อมโยงกับ Global Supply Chain มากขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยครึ่งแรกปี 2026 GDP เวียดนามขยายตัว 8.18% YoY ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างขยายตัว 9.81% และภาค Manufacturing เติบโต 10.23%
จาก China+1 สู่โลกที่มีหลายฐานการผลิต
การผลิตโลกกำลังเปลี่ยนจากการกระจุกตัวในฐานขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง ไปสู่เครือข่ายที่กระจายตัวมากขึ้น บริษัทหนึ่งอาจมี Supplier ในจีน ประกอบสินค้าในเวียดนาม ผลิตชิ้นส่วนบางประเภทในไทย ใช้วัตถุดิบจากอินโดนีเซีย และตั้ง Data Center ในมาเลเซีย
ประเทศที่มีแรงงานทักษะสูง ไฟฟ้าที่เพียงพอ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม กฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ และ Supplier ภายในประเทศที่สามารถทำงานกับบริษัทระดับโลกได้ จึงมีโอกาสดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพมากขึ้น
สำหรับไทย มีอย่างน้อย 4 เรื่องที่ควรเดินไปพร้อมกัน
ยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะ Engineering, Digital และ AI
ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และทำให้การดำเนินธุรกิจรวดเร็วขึ้น
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านไฟฟ้า Digital Infrastructure และ Connectivity ให้รองรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง
ยกระดับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าไปเป็น Supplier ของบริษัทข้ามชาติได้มากขึ้น
หากบริษัทไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมใน Supply Chain ได้มากขึ้น เงินลงทุนจากต่างประเทศก็จะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งการสร้างคำสั่งซื้อ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
China+1 จึงเป็นโอกาสของไทยในการยกระดับจากการเป็นฐานการผลิต ไปสู่การมีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มจากเงินลงทุนที่เข้ามาให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 30 ก.ย. 2569 เวลา : 20:34:54
01-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (30 ก.ย.2569) ลบ 35.29 จุด ดัชนี 1,559.01 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (30 ก.ย.69) ลบ 31.47 จุดดัชนี 1,562.83 จุด

3. เพจ ที ลมฟ้าอากาศ แจ้งเตือน !!ด่วนที่สุด!!

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (29 ก.ย.69) ร่วง 131.59 จุด กังวลบอนด์ยีลด์พุ่ง จับตาเงินเฟ้อ-จ้างงานสหรัฐฯ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (29 ก.ย.69) บวก 11.30 ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อ-จ้างงาน ประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (30 ก.ย.69) บวก 2.38 จุด ดัชนี 1,596.68 จุด

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (30 ก.ย.69) ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่นๆ ฝน 30%" ส่วนภาคใต้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ 60%

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45 - 33.70 บาท/ดอลลาร์

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (30 ก.ย.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (29 ก.ย.69) ลบ 8.07 จุด ดัชนี 1,594.30 จุด

11. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้าวันนี้ (29 ก.ย.69) ลบ 6.10 จุด ดัชนี 1,596.27 จุด

12. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (28 ก.ย.69) ร่วง 347.11 จุด ราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่งฉุดตลาด

13. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (28 ก.ย.69) ร่วง 152.80 ดอลลาร์ หวั่นราคาน้ำมันสูงหนุนเงินเฟ้อ-กดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (29 ก.ย.69) ประเทศไทยเริ่มมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคอีสาน 40%

15. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (29 ก.ย.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.61 บาทต่อดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 1, 2026, 1:49 am