เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : ไทยกู้เพิ่ม 1.26 ล้านล้านบาท หนี้จ่อ 70% แล้วเงินที่กู้ไปอยู่ไหน?



         by วิภาดา จิณณวาโส
 
รัฐบาลกำลังเข้าสู่ปีงบประมาณ 2570 พร้อมแผนกู้เงินใหม่ 1.26 ล้านล้านบาท ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่ขยับเข้าใกล้กรอบ 70% ของ GDP มากขึ้น โดยกระทรวงการคลังคาดว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2570 หนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 69.7% ของ GDP หรือเกือบแตะเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ

ตัวเลข 1.26 ล้านล้านบาท ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2570 โดยการก่อหนี้ใหม่นี้ กลายมาเป็นประเด็นที่หลายคนต่างจับจ้อง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยมีการกู้เงินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หนี้สาธารณะสะสมอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หนี้สาธารณะคงค้างของไทยอยู่ที่ 13.05 ล้านล้านบาท คิดเป็น 67.45% ของ GDP เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 41% ของ GDP ในปี 2562

เมื่อเห็นตัวเลขหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อน คือ รัฐบาลไม่ได้กู้เงินเพราะไม่มีเงินในคลังเพียงอย่างเดียว แต่การกู้เป็นส่วนหนึ่งของระบบงบประมาณของประเทศที่เกิดขึ้นเมื่อรายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอกับรายจ่าย รวมถึงการกู้เพื่อการลงทุน การรับมือกับวิกฤต และการบริหารหนี้เดิมที่ครบกำหนด พูดให้เข้าใจง่าย คือ รัฐบาลมีรายได้หลักจากภาษีและรายได้อื่นของรัฐ ขณะเดียวกันก็มีรายจ่ายจำนวนมาก ทั้งเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ สวัสดิการ การศึกษา สาธารณสุข การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนเศรษฐกิจ รวมถึงภาระดอกเบี้ยและการชำระหนี้เดิม หากรายจ่ายสูงกว่ารายได้ รัฐบาลสามารถกู้เงินเพื่อชดเชยส่วนต่างดังกล่าวได้

ดังนั้น ในแต่ละปีตัวเลข “เงินกู้” จึงไม่ได้หมายความว่า เงินทั้งหมดจะถูกนำไปสร้างโครงการใหม่ และไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลนำเงินก้อนนั้นไปใช้จ่ายจนหมดในปีเดียว เพราะการบริหารหนี้สาธารณะมีทั้งการก่อหนี้ใหม่ การบริหารหรือปรับโครงสร้างหนี้เดิม และการชำระหนี้

สำหรับแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2570 นอกจากแผนการก่อหนี้ใหม่ประมาณ 1.26 ล้านล้านบาทแล้ว ยังมีแผนการบริหารหนี้เดิมหรือปรับโครงสร้างหนี้เดิมประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท และแผนการชำระหนี้ประมาณ 5.8 แสนล้านบาทด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรตีความว่า “รัฐบาลกู้ 1.26 ล้านล้านบาท” เท่ากับ “รัฐบาลมีเงินใหม่ 1.26 ล้านล้านบาทให้ใช้เพิ่มทั้งหมด” เพราะตัวเลขเหล่านี้อยู่ในระบบบริหารหนี้ที่มีทั้งการกู้ใหม่และการจัดการภาระหนี้เดิมควบคู่กัน

หนี้สาธารณะไทยสะสมมาได้อย่างไร?

หากย้อนกลับไปดูตัวเลขก่อนเกิดโควิด-19 จะเห็นว่าระดับหนี้สาธารณะของไทยไม่ได้สูงถึงเกือบ 70% ของ GDP มาแต่แรก โดยในปี 2562 หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 41% ของ GDP ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 49% ในปี 2563 และ 58% ในปี 2564 จากนั้นขยับขึ้นเป็นประมาณ 60% ในปี 2565, 62% ในปี 2566, 63% ในปี 2567 และประมาณ 65% ในปี 2568

ช่วงที่หนี้เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดจึงเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ของภาคธุรกิจและประชาชนลดลง ขณะที่รัฐต้องเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อเยียวยาประชาชน ช่วยเหลือภาคธุรกิจ และรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หดตัวรุนแรงเกินไป

แต่หนี้สาธารณะไม่ได้มีที่มาจากการกู้ช่วงโควิดเพียงอย่างเดียว ก่อนเกิดวิกฤต รัฐบาลก็มีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและลงทุนในโครงการต่าง ๆ อยู่แล้ว เพราะโครงสร้างการคลังของไทยมีรายจ่ายที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของรัฐบาลไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วพอที่จะทำให้รัฐสามารถจัดทำงบประมาณสมดุลได้ในทุกปี ดังนั้น หลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว รัฐบาลจึงไม่ได้หยุดกู้ทันที เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ได้ทำให้หนี้ที่กู้ไปแล้วหายไป ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีรายจ่ายประจำ มีภาระดอกเบี้ย ต้องลงทุน และยังต้องใช้นโยบายการคลังเพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่การเติบโตยังไม่แข็งแรงมากนัก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยหลังโควิดจึงไม่ได้ลดกลับลงไปอยู่ระดับก่อนเกิดวิกฤต แม้รัฐบาลจะทยอยชำระหนี้เดิมอยู่ก็ตาม เพราะในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีการก่อหนี้ใหม่เข้ามารองรับรายจ่ายและการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปี

ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะสะท้อนว่า ณ กรกฎาคม 2569 หนี้สาธารณะรวมอยู่ที่ 13.05 ล้านล้านบาท หรือ 67.45% ของ GDP โดยเป็นหนี้รัฐบาลประมาณ 11.85 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท และหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงินและรัฐบาลค้ำประกันอีกประมาณ 1.23 แสนล้านบาท

โครงสร้างหนี้ยังมีลักษณะที่รัฐบาลเป็นผู้กู้โดยตรงในสัดส่วนสูง และหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ โดยหนี้ในประเทศ ณ กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 12.96 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้ต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 9.12 หมื่นล้านบาท โดยตัวเลขเหล่านี้มีความหมาย เพราะการดูว่าประเทศมีหนี้มากแค่ไหนไม่ได้ดูเพียงยอดเงินที่เป็นหนี้ แต่ต้องดูด้วยว่าเป็นหนี้ประเภทใด กู้จากใคร อายุหนี้ยาวหรือสั้น มีภาระดอกเบี้ยมากน้อยแค่ไหน และรัฐบาลมีรายได้เพียงพอที่จะบริหารภาระดังกล่าวหรือไม่

แล้วเงินที่กู้ไปใช้กับอะไร?

หนี้สาธารณะของไทยไม่ได้มาจากแหล่งเดียวและไม่ได้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์เดียว เงินกู้ส่วนหนึ่งถูกนำไปชดเชยการขาดดุลงบประมาณ อีกส่วนใช้กับการลงทุนและโครงการพัฒนาของรัฐ ขณะที่ในช่วงวิกฤต เงินกู้มีบทบาทในการเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจ และยังมีหนี้บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาระของรัฐวิสาหกิจและการแก้ไขปัญหาในระบบการเงินของประเทศ

โดยเฉพาะช่วงโควิด การกู้เงินของรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐสามารถใช้จ่ายได้ต่อเนื่องในช่วงที่รายได้จากเศรษฐกิจลดลงอย่างรวดเร็ว (หากรัฐบาลลดการใช้จ่ายลงทันทีในช่วงที่ประชาชนและธุรกิจเองก็มีรายได้ลดลง เศรษฐกิจอาจหดตัวรุนแรงกว่าเดิม) หลังจากนั้น การกู้ก็กลับเข้าสู่รูปแบบปกติมากขึ้น นั่นคือการกู้เพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลและรองรับการลงทุน รวมถึงการบริหารหนี้เดิมที่ครบกำหนด

ข้อมูลของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2569 ก็สะท้อนภาพนี้ โดยการกู้ใหม่จำนวนมากเป็นการกู้เพื่อชดเชยรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ของรัฐบาล ขณะที่การกู้เพื่อโครงการต่าง ๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนก่อหนี้ทั้งหมด จุดนี้จึงทำให้คำว่า “รัฐบาลกู้เงิน” ต้องถูกแยกออกจากคำว่า “รัฐบาลเอาเงินไปสร้างโครงการใหม่” เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เงินที่รัฐบาลกู้สามารถถูกนำไปชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งหมายถึงการรองรับรายจ่ายของรัฐที่เกิดขึ้นในปีนั้น ขณะที่บางส่วนเป็นการลงทุน และบางส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารหนี้เดิม

การบริหารหนี้เดิมก็เป็นอีกเรื่องที่คนทั่วไปอาจไม่ค่อยเห็นภาพ รัฐบาลไม่ได้รอให้หนี้ทุกก้อนครบกำหนดแล้วค่อยหาเงินมาจ่าย แต่สามารถออกหนี้ใหม่เพื่อบริหารหรือปรับโครงสร้างหนี้เดิมได้ เพื่อกระจายภาระการชำระและจัดการต้นทุนทางการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด ดังนั้น หากเห็นรัฐบาลประกาศกู้เงินเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าหนี้ทั้งหมดเป็นเงินที่ถูกใช้จ่ายใหม่ในทันที เพราะในระบบการบริหารหนี้จะมีทั้งเงินที่นำไปใช้ตามงบประมาณ เงินสำหรับโครงการต่าง ๆ และเงินที่ใช้จัดการกับภาระหนี้ที่มีอยู่แล้ว

กู้แล้วคุ้มแค่ไหน วัดจากอะไร?

เมื่อหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องดูจึงไม่ใช่แค่รัฐบาลกู้มากหรือน้อย แต่คือเงินที่กู้มาสร้างผลต่อเศรษฐกิจได้มากเพียงใด การกู้เงินของรัฐบาลนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องดีหรือแย่โดยตัวมันเอง เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการใช้เงิน หากรัฐบาลกู้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือยกระดับระบบพลังงาน เงินกู้ดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อธุรกิจมีต้นทุนต่ำลง ผลิตสินค้าได้มากขึ้น หรือเกิดการลงทุนใหม่ เศรษฐกิจก็มีโอกาสขยายตัว รายได้ของภาคเอกชนและประชาชน เพิ่มขึ้น และสุดท้ายสามารถสะท้อนกลับมาเป็นรายได้ภาษีของรัฐบาลได้ด้วย

ในทางกลับกัน หากหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวเพียงพอที่จะสร้างรายได้กลับมา ภาระหนี้ก็จะสะสมมากขึ้น รัฐบาลต้องกันงบประมาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับชำระดอกเบี้ยและเงินต้น และพื้นที่สำหรับใช้เงินกับเรื่องอื่นก็จะลดลง ดังนั้น ประสิทธิภาพของการกู้จึงไม่ได้วัดแค่ว่ารัฐบาลใช้เงินหมดหรือไม่ แต่ต้องดูว่าเงินที่ใช้ไปสร้างผลทางเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน และช่วยเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศในอนาคตหรือไม่

เรื่องนี้สำคัญกับไทยเป็นพิเศษ เพราะเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการเติบโตที่ไม่สูงมาก หนี้ครัวเรือนระดับสูง การลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่แข็งแรง และความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งปรับตัว ขณะที่รัฐบาลต้องการใช้การลงทุนเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจโตช้า แต่ภาระหนี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็ทำได้ยาก ตัวเลขหนี้ต่อ GDP จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดหนี้เพียงอย่างเดียว แต่มี GDP เป็นตัวหาร หากหนี้เพิ่มขึ้น 5% แต่เศรษฐกิจโตเร็วกว่านั้น สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจลดลงได้ ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจโตช้าแต่หนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สัดส่วนดังกล่าวก็จะสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพที่เกิดขึ้นกับไทยในช่วงหลังโควิด เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว แต่ยังเติบโตไม่เร็วพอที่จะทำให้สัดส่วนหนี้ลดกลับไปอยู่ระดับก่อนวิกฤต ขณะที่รัฐบาลยังต้องกู้เพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณและภาระการใช้จ่ายในแต่ละปี

หนี้ 1.26 ล้านล้านบาทรอบใหม่กำลังบอกอะไรพวกเรา?

เมื่อเข้าสู่ปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลจึงยังจำเป็นต้องกู้เงินใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนกู้เงินประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะคาดว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 69.7% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2570 ในจำนวนนี้ยังมีเงินประมาณ 2 แสนล้านบาทสำหรับโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้กรอบการกู้เงินที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลวางแผนออกพันธบัตรรัฐบาลได้สูงสุดประมาณ 1.28 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณดังกล่าว

การกู้ครั้งนี้จึงเกิดขึ้นในช่วงที่ต้นทุนทางการเงินของโลกยังอยู่ในระดับสูง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ระบุว่า ต้นทุนการกู้เฉลี่ยของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 2.6% และคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิมในปีงบประมาณ 2570 ขณะที่รัฐบาลมีแผนใช้เครื่องมือกู้ระยะสั้นมากขึ้นในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอยู่ในระดับสูง ก่อนพิจารณารีไฟแนนซ์เป็นหนี้ระยะยาวเมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวย

จุดนี้สะท้อนว่า การกู้เงินของรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีความต้องการใช้เงินเท่าไหร่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับต้นทุนในการกู้และสภาพตลาดการเงินด้วย เพราะยิ่งดอกเบี้ย และ Bond Yield อยู่สูง ต้นทุนในการออกหนี้ใหม่ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกัน แผนบริหารหนี้ปี 2570 ยังมีการบริหารหรือปรับโครงสร้างหนี้เดิมประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท และชำระหนี้ประมาณ 5.8 แสนล้านบาท ทำให้เห็นชัดว่าระบบบริหารหนี้ของรัฐบาลไม่ได้มีเพียงการกู้เพิ่ม แต่เป็นการจัดการหนี้เก่าและหนี้ใหม่ไปพร้อมกัน

หนี้จ่อแตะเพดาน 70% แล้วพื้นที่การคลังเหลือแค่ไหน

ตัวเลข 69.7% ทำให้ไทยเข้าใกล้กรอบหนี้สาธารณะ 70% มากขึ้น แต่การเข้าใกล้เพดานไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะเกิดวิกฤตทันทีหากตัวเลขแตะระดับดังกล่าว เพราะกรอบ 70% เป็น กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้เพื่อควบคุมการก่อหนี้ของภาครัฐ ไม่ใช่เส้นแบ่งตายตัวระหว่างประเทศที่ปลอดภัยกับประเทศที่มีปัญหา

สิ่งที่น่าจับตา คือ เมื่อหนี้เข้าใกล้กรอบมากขึ้น พื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังในอนาคตก็ย่อมมีจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดวิกฤตใหม่ที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เช่น เศรษฐกิจถดถอย ภัยพิบัติครั้งใหญ่ หรือความผันผวนของราคาพลังงาน ในช่วงที่หนี้อยู่ระดับต่ำ รัฐบาลยังมีพื้นที่ในการกู้เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้มากกว่า แต่เมื่อหนี้อยู่ใกล้กรอบ 70% การกู้เพิ่มทุกครั้งต้องพิจารณาผลกระทบต่อความสามารถในการบริหารหนี้ในระยะยาวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างหนี้ของไทยยังมีปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงบางด้าน โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ และประมาณ 89% ของพอร์ตหนี้รัฐบาลเป็นหนี้ระยะยาว ทำให้รัฐบาลไม่ได้มีภาระต้องนำเงินจำนวนมหาศาลมาชำระคืนทั้งหมดในระยะสั้น ขณะที่ต้นทุนการกู้เฉลี่ยยังอยู่ในระดับประมาณ 2.6%

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะยังคาดว่า หนี้ต่อ GDP จะขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในปีงบประมาณ 2571 ก่อนที่จะค่อย ๆ ลดลงตามกรอบการคลังระยะปานกลาง หากรัฐบาลสามารถควบคุมการขาดดุลและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามแผน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องติดตามจึงไม่ได้มีแค่ตัวเลขว่าจะถึง 70% หรือไม่ แต่คือหลังจากหนี้ขึ้นมาใกล้ระดับดังกล่าวแล้ว รัฐบาลจะสามารถทำให้เศรษฐกิจโตเร็วพอที่จะช่วยลดสัดส่วนหนี้ลงได้หรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว เงินกู้ 1.26 ล้านล้านบาทไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่บอกว่ารัฐบาลกำลังเป็นหนี้เพิ่มขึ้น แต่เป็นตัวสะท้อนข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยยังต้องกู้ เพราะรายได้ของรัฐบาลยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายทั้งหมด ขณะเดียวกันประเทศยังต้องลงทุนและมีภาระจากหนี้เดิมที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนและระหว่างโควิด-19 การชำระหนี้เดิมจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการก่อหนี้ใหม่ ทำให้ยอดหนี้โดยรวมยังอยู่ในระดับสูง จากหนี้ประมาณ 41% ของ GDP ในปี 2562 ปัจจุบันไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 67.45% และมีแนวโน้มเข้าใกล้ 70% ในปีงบประมาณ 2570

ดังนั้น ประเด็นของหนี้ไทยในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เพียงว่ากู้ได้อีกเท่าไหร่ แต่คือ “เงินที่กู้มาแต่ละบาทถูกเปลี่ยนเป็นการเติบโตและความสามารถในการหารายได้ของประเทศได้มากแค่ไหน” เพราะเมื่อพื้นที่ทางการคลังแคบลง การกู้เพิ่มแต่ละครั้งไม่ได้มีเพียงต้นทุนจากเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ยังมีต้นทุนจากโอกาสที่ประเทศเลือกใช้เงินก้อนนั้นไปกับเรื่องหนึ่ง แทนที่จะนำไปสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจด้านอื่น และนี่คือเหตุผลที่ตัวเลข 1.26 ล้านล้านบาท ไม่ได้สำคัญเพียงเพราะทำให้หนี้ไทยเข้าใกล้ 70% แต่สำคัญเพราะมันกำลังทำให้ “คุณภาพของการใช้เงินกู้” กลายเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณของหนี้”

LastUpdate 30/09/2569 23:43:11 โดย : Admin
01-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (30 ก.ย.2569) ลบ 35.29 จุด ดัชนี 1,559.01 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (30 ก.ย.69) ลบ 31.47 จุดดัชนี 1,562.83 จุด

3. เพจ ที ลมฟ้าอากาศ แจ้งเตือน !!ด่วนที่สุด!!

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (29 ก.ย.69) ร่วง 131.59 จุด กังวลบอนด์ยีลด์พุ่ง จับตาเงินเฟ้อ-จ้างงานสหรัฐฯ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (29 ก.ย.69) บวก 11.30 ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อ-จ้างงาน ประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (30 ก.ย.69) บวก 2.38 จุด ดัชนี 1,596.68 จุด

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (30 ก.ย.69) ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่นๆ ฝน 30%" ส่วนภาคใต้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ 60%

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45 - 33.70 บาท/ดอลลาร์

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (30 ก.ย.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (29 ก.ย.69) ลบ 8.07 จุด ดัชนี 1,594.30 จุด

11. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้าวันนี้ (29 ก.ย.69) ลบ 6.10 จุด ดัชนี 1,596.27 จุด

12. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (28 ก.ย.69) ร่วง 347.11 จุด ราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่งฉุดตลาด

13. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (28 ก.ย.69) ร่วง 152.80 ดอลลาร์ หวั่นราคาน้ำมันสูงหนุนเงินเฟ้อ-กดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (29 ก.ย.69) ประเทศไทยเริ่มมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคอีสาน 40%

15. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (29 ก.ย.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.61 บาทต่อดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 1, 2026, 1:49 am