ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (8 ม.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (8 ม.ค.69)ที่ระดับ  31.32 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.29 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.27-31.40 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยทั้งจังหวะการปรับตัวลดลงบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 54.4 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้พอควร กอปรกับบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมก็กลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงินดังกล่าว และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ในช่วงนี้ ได้หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น กลับมาทรงตัวเหนือระดับ 4,460 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน กอปรกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจมีมาตรการเพื่อทำให้ราคาบ้านลดลง อีกทั้งจะไม่อนุญาตให้บริษัทอุตสาหกรรมทหารจ่ายเงินเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืน จนกว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการผลิตอาวุธ ก็มีส่วนกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มอสังหา การเงิน รวมถึงอุตสาหกรรมทหารและการบิน ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet +2.4% และ กลุ่ม Healthcare ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.34% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.16% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.05% ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังตลาดหุ้นยุโรปสามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในวันก่อนหน้า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่เผชิญแรงกดดันบ้าง จากความกังวลว่า อุปทานน้ำมันอาจสูงขึ้น หากสหรัฐฯ สามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาได้จริง ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุล่าสุด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรป ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน 
 
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.15% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง ตามรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาดีกว่าคาด ทว่า บรรยากาศระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน  โดยในช่วงระยะสั้น หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน อีกทั้ง รายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ก็ปรับตัวขึ้นดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 98.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-98.8 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทว่า ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด กอปรกับ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงช่วยหนุนให้สามารถเคลื่อนไหวแถวโซน 4,470 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่อได้

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เพิ่มเติม อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอดการลดงานตามประกาศของนายจ้าง (Challenger Job Cuts) เพื่อประกอบการประเมินภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด  

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ในช่วง 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้  อีกทั้งควรระวัง ว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หลังตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างยังคงประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 34% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยครั้งละ 25bps จำนวน 3 ครั้ง ในปีนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างแน่นอน ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานออกมาสดใสและดีกว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ไม่ยาก 

ส่วนปัจจัยที่เคยหนุน เงินบาทในช่วงก่อนหน้า อย่าง ราคาทองคำก็เริ่มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งประเด็นแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาทองคำได้ในช่วงนี้ หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่ได้ร้อนแรงขึ้นชัดเจนในช่วงระยะสั้น 

อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หากประเมินในภาพระยะกลาง (ในเชิงเทคนิคัล เมื่อประเมินผ่านกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame Weekly) หรือภายในไตรมาสแรก โดยเราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.45 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 ม.ค. 2569 เวลา : 10:20:59

09-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 9, 2026, 12:15 pm