ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (9 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (9 ม.ค.69) ที่ระดับ  31.44 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.51 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 31.42-31.57 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน หลังแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor กลับมาอีกครั้ง ทว่า เงินบาทก็ยังได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นอีกครั้งของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางบรรยากาศระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังมีความกังวลต่อประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อยู่บ้าง 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดกลับมาทยอยขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวได้โดดเด่นในช่วงก่อนหน้า อีกครั้ง อาทิ Nvidia -2.2% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ที่ได้อานิสงส์จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุด ซึ่งเรียกร้องให้มีการเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.01% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.44% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงต่อเนื่อง -0.19% ตามแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง ASML -3.7% ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการรีบาวด์ขึ้นบ้างของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน อาทิ BAE Systems +5.0%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครอง จนกว่าจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ สอดคล้องกับ มุมมองเดิมของเราว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน  โดยในช่วงระยะสั้น หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up ตามภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด ทว่า การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ก็เป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนจะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด กอปรกับ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงช่วยหนุนให้ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นสู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมกราคม และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด 

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน ในเดือนพฤศจิกายน พร้อมรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) 

ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของจีน ในเดือนธันวาคม 

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงเผชิญความผันผวนลักษณะ Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หลังรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย 

โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างยังคงประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 26% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยครั้งละ 25bps จำนวน 3 ครั้ง ในปีนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างแน่นอน ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานออกมาสดใสและดีกว่าคาด อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) สูงขึ้นสู่ระดับ 7.5 หมื่นราย จนถึงระดับ 1 แสนราย ส่วนอัตราการว่างงานก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.5% หรือต่ำกว่า ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่มั่นใจว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยได้ถึง 2 ครั้ง หรือไม่ (แต่อย่างน้อย ตลาดควรจะ priced-out การลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ของเฟด) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง พร้อมการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ไม่ยาก โดยในกรณีดังกล่าว เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทดสอบโซน 31.60-31.70 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนแนวต้านในช่วงปลายปีก่อนหน้าได้ 

แม้ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลง ในกรณีที่ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด แต่เราอาจยังไม่ปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทในระยะกลาง (ภายในไตรมาสแรก) จนกว่าจะเห็นการทยอยอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านสำคัญในเชิงเทคนิคัล อย่าง โซน 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน) และโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์) 

อนึ่ง หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาตามคาด เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด มากนัก ทำให้ การเคลื่อนไหวของทั้งเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ราคาทองคำ และเงินบาท ก็มีแนวโน้มแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน และจะขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะ/บรรยากาศของตลาดการเงิน หรือปัจจัยเฉพาะตัว (ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดทุนไทย) เป็นต้น

แต่หาก รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด (ซึ่งอาจเกิดได้ยาก เนื่องจากเป็นการจ้างงานช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลที่มักจะเห็นการจ้างงานในภาคการบริการที่ดี) เช่น ยอดการจ้างงานฯ ออกมาต่ำกว่าระดับ 5 หมื่นราย ส่วนอัตราการว่างงานก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.7% ในกรณีนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะการประชุม FOMC เดือนมกราคม และมีนาคม กดดันให้ ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงย่อตัวลง เพิ่มเติม หนุนทั้งราคาทองคำ (อาจเข้าใกล้จุดสูงสุดก่อนหน้า) และเงินบาท โดยเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นต่อทดสอบโซน 31.15-31.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้ 

ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.25-31.65 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 09 ม.ค. 2569 เวลา : 11:03:13

10-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 10, 2026, 3:33 am