ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (13 ม.ค.69) ทรงตัวที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (13 ม.ค.69) ที่ระดับ  31.24 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.18-31.28 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้น จนเกือบทะลุโซนแนวรับระยะสั้น ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของราคาทองคำ (XAUUSD) ซึ่งได้อานิสงส์จากทั้งความกังวลประเด็นการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ (Fed Independence) หลังประธานเฟด Jerome Powell ได้ถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ยื่นสอบสวนทางอาญา รวมถึงประเด็นความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยทำกำไรทองคำ กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลงบ้าง ส่วนเงินดอลลาร์ก็รีบาวด์แข็งค่าขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ 

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนให้บรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทยอยปรับตัวสูงขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอติดตามประเด็นการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.16% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.26% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.21% ตามการปรับตัวขึ้นบ้างของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ได้หนุนให้ บรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ปรับตัวขึ้นต่อได้ เช่นเดียวกันกับ บรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ที่ต่างปรับตัวขึ้น รับอานิสงส์ของราคาแร่โลหะต่างๆ ที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงนี้ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มยานยนต์จากความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าว 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.20% บ้าง ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ถูกชะลอลงตามแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดช่วงนี้ ที่ต่างรอจังหวะบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในการทยอยเข้าซื้อ หลังผู้เล่นในตลาดต่างคงคาดหวังแนวโน้มการลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ อีกทั้งในช่วงนี้ ตลาดก็กลับมาเผชิญประเด็นการเข้าแทรกแซงเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง (ทำให้ตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด) ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up หลังในช่วงก่อนหน้าเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลง จากความกังวลต่อประเด็นความเป็นอิสระของเฟด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดก็ปรับสถานะถือครองบ้าง ก่อนที่จะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-98.9 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) จะสามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์จากทั้งประเด็นความเป็นอิสระของเฟดและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็ถูกชะลอลงตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ทว่าโดยรวม ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง  

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา เหตุประท้วงและจราจลในอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways ไปก่อนได้ เนื่องจากในช่วงนี้ เงินดอลลาร์ก็อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางเช่นกัน เพราะแม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาสดใสและดีกว่าคาด แต่เงินดอลลาร์ก็เสี่ยงเผชิญแรงกดดันจากทั้ง ความกังวลต่อการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ และความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาล ซึ่งต้องรอลุ้น คำตัดสินของศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ที่อาจรู้ผลเร็วสุดในวันพุธที่ 14 มกราคม นี้ 

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทพอสมควร ดังจะเห็นได้จากทั้ง Correlation ระหว่างเงินบาทกับทองคำที่อยู่ในระดับสูงเกิน 80% ขณะที่ ความอ่อนไหวของเงินบาทต่อการปรับเปลี่ยนของราคาทองคำ (Beta/Sensitivity) ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ จังหวะการปรับตัวขึ้น/ลง ของราคาทองคำก็มีผลกระทบต่อเงินบาท โดยในช่วงนี้ แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจย่อตัวลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไร ทว่าประเด็นต่างๆ ที่อาจกดดันเงินดอลลาร์ ที่กล่าวมาในข้างต้น ก็ล้วนสามารถหนุนราคาทองคำให้รีบาวด์สูงขึ้นได้ หรืออาจสามารถผลักดันให้ ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่ได้เช่นกัน   

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงตั้งแต่ 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจากสถิติข้อมูลย้อนหลัง สะท้อนว่า เงินบาท (USDTHB) อาจมีกรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ราว +0.12/-0.30% ในช่วงหลังรับรู้ข้อมูล 30 นาที

ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 13 ม.ค. 2569 เวลา : 10:37:44

13-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 13, 2026, 2:27 pm