(279)(430).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (28 ม.ค.69) ที่ระดับ 30.94 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น เล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.03 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่เราประเมินไว้ และสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 30.89-31.13 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ที่เผชิญแรงขายจากความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะ Government Shutdown ได้อีกครั้งในช่วงสิ้นเดือนนี้ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินเฟดมีโอกาสราว 96% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) สอดคล้องกับกระแสข่าวที่คาดว่าประธานาธิบดี Donald Trump อาจเลือกให้ Rick Rieder, CIO Global Fixed Income ของ BlackRock เป็นประธาน FED คนถัดไป ขณะเดียวกัน ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการร่วมมือเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ระหว่างทางการญี่ปุ่นกับทางการสหรัฐฯ ได้หนุนให้ เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 152.50 เยนต่อดอลลาร์ เพิ่มแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์พอสมควร และที่สำคัญ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง และยิ่งหนุนการแข็งค่าของเงินบาทเช่นกัน
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ท่ามกลางความหวังว่า ผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ อาจออกมาสดใส แม้ว่าบรรดาหุ้นกลุ่มประกันสุขภาพจะเผชิญแรงกดดันบ้าง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ เสนอการจ่ายเงินในอัตราที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.41% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นราว +0.91%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.58% โดยยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน ที่จะทยอยรับรู้ผลประกอบการในช่วงนี้ ขณะเดียวกัน อานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ของสหรัฐฯ ยังได้หนุนให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งยุโรปปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะ ASML +3.4%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.24% แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดบ้าง ทว่า ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ อยู่ ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลการประชุม FOMC ของ FED ขณะเดียวกัน ยังคงต้องติดตาม บรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเราขอย้ำว่า จากการประเมินแนวโน้มบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ใหม่ ซึ่งเราได้คำนึงถึงแรงกดดันต่อสถานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น จากทั้งประเด็น Greenland และคดีมาตรการภาษี IEEPA จนทำให้ Term Premium ของบอนด์ระยะยาวสูงขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ เราพบว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการดำเนินกลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.25% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทยที่ควรทยอยเข้าซื้อ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1.90% )
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงกังวลต่อความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown อีกครั้ง ในช่วงปลายเดือนนี้ นอกจากนี้ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจร่วมมือเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ได้หนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและกดดันเงินดอลลาร์พอสมควร ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 95.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 95.6-97.0 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ กอปรกับความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ยังคงช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) สามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง สู่โซน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะทยอยรับรู้ในช่วง 02.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ ที่ 29 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย โดยเราประเมินว่า FED อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ไปก่อน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดแรงงานยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก จนเฟดจำเป็นต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วนในช่วง ราว 20.30 น. บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งต้องรอลุ้นว่า จะมีการเปิดเผยรายชื่อว่าที่ประธาน FED คนใหม่ หรือไม่ หรืออาจจะมีการกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่อาจทำให้ตลาดยังคงกังวลต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 หรือไม่
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น มากกว่าที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้าแถวโซนแนวรับแรก 31.10 บาทต่อดอลลาร์ แต่เราขอคงมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจเป็นไปอย่างจำกัด โดยหลังจากที่เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ จะมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับถัดไป 30.80 บาทต่อดอลลาร์ (กรอบล่างของเงินบาทในสัปดาห์นี้ที่เราประเมินไว้ในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา) ได้ ในกรณีที่ เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 หรือความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ที่จะพอช่วยหนุนเงินเยนญี่ปุ่นให้แข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ดังกล่าว โดยเฉพาะจากประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล Trump 2.0 อาจพอช่วยหนุนให้ราคาทองคไ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้นต่อ มากกว่าที่เราประเมินไว้และเป็นอีกปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าของเงินบาทได้
ทว่า เราประเมินว่า ในส่วนของราคาทองคำนั้น การปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ของราคาทองคำ (XAUUSD) ในระยะสั้น ได้ทำให้ราคาทองคำเข้าสู่ Danger Zone มาสักระยะ เสี่ยงต่อการเข้าสู่ช่วงพักฐานได้ไม่ยาก โดยล่าสุด ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้น สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว อย่าง เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ถึง +37% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราได้เก็บข้อมูลสถิติมา ซึ่งหากราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานได้จริง ตามสถิติที่เราวิเคราะห์มา อาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้
นอกจากนี้ เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อาจชะลอลงได้บ้าง หาก FED คงดอกเบี้ยตามคาดและไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยอาจต้องรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell อย่างใกล้ชิดในช่วงราว 02.30 น. หรือ 30 นาที หลังรับรู้ผลการประชุม FOMC ส่วนประเด็นความกังวลต่อความเสี่ยงการเกิดภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ นั้น เรามองว่า อาจกดดันเงินดอลลาร์ในระยะสั้น และหากความกังวลดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลง รวมถึงไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะ Government Shutdown ที่ลากยาวนานแบบครั้งก่อน เงินดอลลาร์ก็อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways และเริ่มทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับสถิติที่เคยเกิดขึ้น
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.80-31.10 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น