(279)(439).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (10 ก.พ.69) ที่ระดับ 31.17 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.27 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down ทดสอบโซนแนวรับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.08-31.30 บาทต่อดอลลาร์) หลังบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) กดดันให้เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง นอกจากนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติม ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถกลับมาทรงตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังร้อนแรงอยู่ อีกทั้งเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงเพิ่มเติมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ อนึ่ง การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทถูกจำกัดลงบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมัน หลังราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มที่อินเดียอาจซื้อน้ำมันจากรัสเซียน้อยลง นอกจากนี้ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย จังหวะการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ ได้มีส่วนกดดันให้เงินบาททยอยอ่อนค่าลงจากโซนแนวรับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ ยังช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.47% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.90%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.70% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงอยู่ ได้หนุนให้บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบินปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่วนหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาแร่โลหะในช่วงนี้เช่นกัน
ในส่วนตลาดบอนด์ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ทว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.20% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า FED มีโอกาสราว 29% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ประเมินว่า ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ซึ่งจะประกาศในสัปดาห์นี้อาจสะท้อนการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ อยู่ อีกทั้ง ล่าสุด New York FED ได้รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้น (1-year Inflation Expectations) ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 3.1% ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อประเด็นความเสี่ยงบอนด์ยีลด์ระยะยาวญี่ปุ่นอาจพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง จากผลการเลือกตั้งล่าสุดของญี่ปุ่นลงบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวญี่ปุ่น อย่าง บอนด์ยีลด์ 10 ปี กลับไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง อย่างที่ตลาดกังวล แม้พรรค LDP และพันธมิตรจะสามารถกวาดที่นั่งในสภา เกิน 2 ใน 3 (Supermajority)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ที่ลดความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันพุธนี้ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลดลงสู่โซน 96.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.8-97.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง แต่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ กอปรกับการปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 5,000-5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรบ้างในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ในเดือนมกราคม รวมถึงดัชนีต้นทุนการจ้างงาน (Employment Cost Index) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 พร้อมทั้งติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้โดยรวมเรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจทยอยแข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง สอดคล้องกับสถิติ Post-Election Rally ที่เงินบาทมักจะทยอยแข็งค่าขึ้นโดยเฉลี่ย 2% ในช่วง 1 เดือน หลังรู้ผลการเลือกตั้งและมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นมากกว่าระดับดังกล่าว หากผลการเลือกตั้งไม่นำไปสู่ความวุ่นวายของการเมืองไทย ซึ่งภาพดังกล่าวจะสอดคล้องกับแนวโน้มการทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของหุ้นไทยได้
อย่างไรก็ดี เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด โดยต้องจับตาโซนแนวรับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับสำคัญถัดไป 31.00 บาทต่อดอลลาร์) หลังราคาทองคำยังอยู่ในช่วงการพักฐาน ซึ่งมีโอกาสย่อตัวลงได้บ้าง และอาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้ โดยต้องจับตาพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (สหรัฐฯ-อิหร่าน) รวมถึงปัจจัยสำคัญ อย่าง มุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ต้องรอลุ้น ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย
นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา อาจชะลอลงบ้าง และมีแนวโน้มที่เงินดอลลาร์จะแกว่งตัวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ก่อนจะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน อย่างมีนัยสำคัญต่อไป
และที่สำคัญ จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทจากปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้โมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) เราพบว่า เงินบาท (USDTHB) ยังคงมี Fair Value ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 31 บาทต่อดอลลาร์ เช่นแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก ทำให้เงินบาทมักจะกลับตัวอ่อนค่าลงในช่วงระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ตามการประเมินข้อมูลสถิติในอดีตของ
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (ที่กำลังดำเนินอยู่) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น