(225)(360).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (19 ก.พ.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,395.16 จุด ลดลง 267.50 จุด หรือ -0.54%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,861.89 จุด ลดลง 19.42 จุด หรือ -0.28% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,682.73 จุด ลดลง 70.91 จุด หรือ -0.31% โดยตลาดถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นบริษัทในกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ (Private Equity) รวมทั้งความอ่อนแอของหุ้น Walmart และหุ้น Apple
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลง 9% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง 0.53% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.1% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้น 0.7%
หุ้นในกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ร่วงลง หลังจากบริษัท Blue Owl Capital ตัดสินใจขายสินทรัพย์มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ และระงับการไถ่ถอนในกองทุนแห่งหนึ่งของบริษัท เพื่อบริหารจัดการหนี้และคืนทุนให้แก่นักลงทุน ซึ่งข่าวดังกล่าวได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อ และความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่เข้าไปลงทุนในหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์
ทั้งนี้ หุ้น Blue Owl Capital ดิ่งลง 6% ขณะที่หุ้น Blackstone ร่วงลง 5.3% ส่วนหุ้น Apollo Global Management, หุ้น Ares, หุ้น KKR & Co และหุ้น Carlyle Group ปรับตัวลงระหว่าง 1.9% – 5.2%
หุ้น Apple ร่วงลง 1.4% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อดัชนี S&P 500 มากกว่าหุ้นตัวอื่น ๆ
หุ้น Walmart ปรับตัวลง 1.4% เช่นกัน หลังจากบริษัทคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้นในปีงบการเงินปัจจุบันจะอยู่ที่ 2.75-2.85 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 2.96 ดอลลาร์ ขณะเดียวกันบริษัทได้ประกาศแผนการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์
หุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เผชิญกับความผันผวนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป รวมทั้งความไม่มั่นใจว่าการลงทุนจำนวนมากใน AI จะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตด้านรายได้และกำไรของบริษัทเหล่านี้ได้จริงหรือไม่
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ไปจนถึงโลจิสติกส์ ยังได้รับผลกระทบจากความกังวลที่ว่าเครื่องมือ AI ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วอาจจะเข้ามาขัดขวางโมเดลธุรกิจดั้งเดิมและทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
หุ้น Deere & Co ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตร พุ่งขึ้น 11.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรไตรมาสแรกที่สูงเกินคาดและได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรรายปี
หุ้น Omnicom บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโฆษณา พุ่งขึ้น 15% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายได้ในไตรมาส 4 ที่สูงกว่าคาด ขณะที่หุ้น Carvana ซึ่งเป็นบริษัทขายรถยนต์มือสองทางออนไลน์ ร่วงลงเกือบ 8% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 4 ที่ต่ำกว่าคาด
นักลงทุนประเมินตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 206,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 225,000 ราย
คณะกรรมการเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมของวันที่ 27-28 ม.ค. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (18 ก.พ.) โดยระบุว่า กรรมการเฟดเกือบทั้งหมดเห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ยังคงมีความเห็นต่างกันเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินครั้งต่อไป โดยกรรมการเฟดหลายคนส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่กรรมการอีกส่วนหนึ่งสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิ.ย.
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ข่าวเด่น