(279)(455).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (6 มี.ค.69) ที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.60 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงและมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.56-31.85 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงหลุดโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท หลังผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 58% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้) รวมถึง แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ (ตลาดมองธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีโอกาส 65% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE มีโอกาสราว 89% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้) ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ หนุนให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้น จนกระทบการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางได้ นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง โดยเฉพาะเมื่อประเมินจากการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ได้อ่อนค่าเข้าใกล้โซน 158 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความกังวลว่า ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจเตรียมเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น เหมือนที่เตรียมจะทำในช่วงก่อนหน้า
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อ จนทำให้ FED อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างที่ตลาดเคยคาดหวัง โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาสดใสและดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อย่าง หุ้นเทคฯ ใหญ่ Nvidia +0.2% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ทว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ Buy on Dip ซึ่งช่วยลดทอนการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มดังกล่าว ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.26%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.29% กดดันโดยความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ทิศทางเงินเฟ้อในฝั่งยุโรปและแนวโน้มการดำเนินนโยบายของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรปที่สะท้อนจากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของทั้ง ECB และ BOE ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากอานิสงส์การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +1.6% สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.14% ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด อีกทั้ง บรรดาผู้เล่นในตลาดได้กลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะรับรู้ในช่วงคืนวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดต่างทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ล้วนออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ชะลอการอ่อนค่า เมื่อเข้าใกล้โซน 158 เยนต่อดอลลาร์ จากความกังวลว่า ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจส่งสัญญาณพร้อมเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น เหมือนที่ได้ทำในช่วงก่อนหน้า ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.8-99.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ทว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก (หรือเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย ในกรณีของ ECB) กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลง หลุดจากโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง และสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญ อย่าง รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมกราคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED อาจจะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 พร้อมรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB โดยเฉพาะประธาน ECB Christine Lagarde เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ จากผลกระทบของการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามองว่า ECB มีโอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้
ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนาม ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ CPI ยอดการส่งออกและนำเข้า ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดค้าปลีก
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาท (USDTHB) ในระยะนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึง ความผันผวนของเงินบาทที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทำให้กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทรายวันจะกว้างขึ้นจากช่วงก่อนหน้า เช่น 35 สตางค์ต่อดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ซึ่งต้องคอยติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ แต่เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ ในช่วงเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก จะเริ่มถูกชะลอลงตั้งแต่โซนแนวต้าน 31.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และที่สำคัญ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักมาพอควร โดยเฉพาะในส่วนของ FED ทำให้ หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในคืนวันศุกร์นี้ ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน อาจช่วยชะลอการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ ในทางกลับกัน หากยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED กดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม เรามองว่า ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ผ่านดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) อย่างใกล้ชิด เพราะในเชิงเทคนิคัล หากดัชนี DXY ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 99.50 จุด จะเปิดโอกาสให้ปรับตัวสูงขึ้นต่อทดสอบโซน 101.5-102.0 จุด ที่เป็นเป้าของ Double Bottoms pattern ในกราฟรายสัปดาห์ (Weekly Time Frame) ได้ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้อย่างที่เราคาดการณ์ไว้ได้ หากทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ส่งสัญญาณพร้อมเข้าดูแล/แทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ซึ่งต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นแถวโซน 158-159 เยนต่อดอลลาร์ อย่างใกล้ชิด หลังในช่วงก่อนหน้า โซนดังกล่าวเป็นจุดที่เริ่มเห็นการส่งสัญญาณพร้อมเข้าแทรกแซง อย่าง Rate Checks จากฝั่งทางการสหรัฐฯ (NY FED) จนทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง จนถึงโซน 152-153 เยนต่อดอลลาร์ ได้
เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะรับรู้ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยจากสถิติในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา เราพบว่า กรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ของค่าเงินบาท (USDTHB) จะสูงถึง +0.30%/-0.40% ในช่วงหลังรับรู้ข้อมูล 30 นาที
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.55-31.95 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น