นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (10 มี.ค.69) ที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง ทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าตรู่ของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.62-32.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก พร้อมกับการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังในช่วงราว 02.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง โดยภาพดังกล่าวได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงสู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมหนุนให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 72% ที่ FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) และทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยในช่วงแรกบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงถูกกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ก่อนที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะรีบาวด์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาย้ำว่า การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างทยอยคลายกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวลงบ้าง หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia +2.7% ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.83% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง +1.38%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่องราว -0.63% กดดันโดยความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ทิศทางเงินเฟ้อในฝั่งยุโรปและแนวโน้มการดำเนินนโยบายของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทว่าตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ที่ยังพอได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่โซน 4.10% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและกลับมาปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้ชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงก่อนหน้า ไม่ให้ทะลุเกินระดับ 4.20% ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และ PCE ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและกลับมาปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ได้ย้ำว่า การสู้รบในอิหร่านใกล้ถึงจุดจบในเร็ววันนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลดลงสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมกับทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของFED และบรรดาธนาคารกลางหลัก ตามถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจจบลงได้ในเร็ววันนี้ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) รีบาวด์สูงขึ้นและสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงยอดการจ้างงานภาคเอกชน รายสัปดาห์ โดย ADP ที่อาจช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ และ ยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales)
ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล อย่าง เทศกาลตรุษจีน ได้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า แม้ว่าเงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis แม้ว่า พัฒนาการล่าสุด จะเริ่มสอดคล้องกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้ นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะนี้ ยังสะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
โดยในส่วนของ Base Case Scenario นั้น เรามองว่า โอกาสเกิดมีอยู่ราว 40% (ปรับลดลงจากที่เคยประเมินก่อนหน้า หลังสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงวันหยุดสัปดาห์ที่ผ่านมา) สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะไม่ได้ลุกลามบานปลายและยืดเยื้อ โดยแม้อิหร่านอาจปิดช่องแคบ Hormuz อย่างไม่เป็นทางการ แต่สุดท้าย อิหร่านอาจไม่ได้ใช้กำลังทางทหารในการปิดเส้นทางเดินเรือแบบที่กำลังเป็นอยู่ ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจทรงตัวที่ระดับสูงต่อแถวโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพียงในระยะสั้น ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง กลับสู่โซนก่อนช่วงเกิดปัญหาความขัดแย้งแถว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อาจกำลังดำเนินอยู่ได้ หากสถานการณ์การสู้รบมีแนวโน้มจบลงในเร็ววันนี้จริง ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวล่าสุด) ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 1 เดือน ทำให้ บรรดาธนาคารกลางจะไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัย Safe Haven ทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันให้ย่อตัวลงมาบ้าง โดยในส่วนของเงินดอลลาร์ ทิศทางจะขึ้นกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หลังรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่นเดียวกับ ราคาทองคำ ที่เรามองว่า อาจย่อตัวลงบ้าง หากตลาดทยอยคลายความกังวลต่อปัญหาในตะวันออกกลาง และบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ทำให้ แม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้างในระยะสั้น จนทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังไม่สามารถทะลุโซนแนวต้าน 32 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ไกล ยิ่งหากสถานการณ์คลี่คลายลงได้ภายในเดือนมีนาคม เรามองว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างจบไตรมาสแรกของปี แถวโซน 31.50+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะอ่อนค่าลงต่อบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าโดยรวม ซึ่งเราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าแตะโซน 32.25+/-0.25 ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จบสิ้นปีแถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์
เรามองว่า หากประเมินในแง่ของปัจจัยทางการทหารและการเมือง ประธานาธิบดี Donald Trump อาจกำลังหาทางจบสถานการณ์การสู้รบให้ได้ภายในกรอบระยะเวลา 4-5 สัปดาห์ที่เคยกล่าวไว้ โดยเฉพาะในปีนี้ จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งคะแนนความนิยมของประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลดต่ำลงต่อเนื่อง และยังต่ำกว่าระดับในสมัย Trump 1.0 พอควร ทำให้เรายังพอมีความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบอาจจบลงได้ตามกรอบระยะเวลาดังกล่าว และการประเมินแนวโน้มตลาดการเงินอาจพอใกล้เคียงกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้ (ซึ่งในเหตุผลด้านมนุษยธรรม เรายิ่งหวังว่า สถานการณ์การสู้รบจะจบลงได้เร็วกว่ากรอบระยะเวลาดังกล่าว)
อนึ่ง ในเชิงเทคนิคัล แม้ว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.55-31.85 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น