ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (18 มี.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.32 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (18 มี.ค.69) ที่ระดับ 32.32 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง (แกว่งตัวในกรอบ 32.24-32.43 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยเปิดรับความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังมีโอกาสมทยอยคลี่คลายลงได้ ซึ่งจะช่วยให้การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz เริ่มทยอยกลับมาได้อีกครั้ง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่สูง กอปรกับผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ในช่วงวันพฤหัสฯ (ตามเวลาประเทศไทย) ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อการปรับมุมมองเชิงบวกและยังคงประเมินว่า FED อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ราว 1 ครั้ง ในปีนี้ 

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม อย่างระมัดระวัง จากความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Alphabet +1.8% และ Amazon +1.6% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.25% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.47%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.67% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงบ้าง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลาง ทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดเปิดรับความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ Utilities รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหลัก 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่ระดับ 4.20% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FED และบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ในวันพฤหัสฯ นี้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench  หรือ โมเดล ACM )

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ตามการทยอยเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้บ้าง นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อย่าง ฝั่งยุโรป ยังได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินยูโร (EUR) ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 99.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.5-99.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะย่อตัวลงบ้าง แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับ ท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยเรามองว่า FED อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน FED Jerome Powell อย่างใกล้ชิด ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI รวมถึงยอดคำสั่งซื้อภาคโรงงาน (Factory Orders) 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) เริ่มอ่อนกำลังลงบ้าง ตามการทยอยเปิดรับความเสี่ยงอย่างระมัดระวังของผู้เล่นในตลาด อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง 

ในช่วงระหว่างวัน หากไม่มีพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตราบใดที่บรรดานักลงทุนต่างชาติยังคงทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงได้แถวโซนแนวต้านสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินจากโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าวและปัจจัยเชิงเทคนิคัล แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด (นานเกิน 5 สัปดาห์ ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุไว้) เงินบาทอาจสามารถอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้  

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.20-32.55 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 มี.ค. 2569 เวลา : 10:48:16

18-03-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 18, 2026, 1:39 pm