ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (29 เม.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (29 เม.ย.69) ที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.52 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.57 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED (ที่จะรับรู้ในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีนี้ ตามเวลาประเทศไทย) รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่รีบปรับสถานะถือครองสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มธุรกิจ AI โดยเฉพาะในด้านความคุ้มค่าของการลงทุน กดดันให้บรรดาหุ้นธีม AI ต่างปรับตัวลงหนัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง แย่กว่าตลาดหุ้นหลัก อย่างฝั่งยุโรป อนึ่ง เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนเมษายน ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 92.8 จุด จากระดับ 92.2 จุด สวนทางกับคาดการณ์ของตลาดที่ประเมินว่าจะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 89.0 จุด และนอกเหนือจากจังหวะย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดจากบรรดาธนาคารกลางหลัก แต่ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มธุรกิจ AI อีกครั้ง สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นธีม AI อาทิ Broadcom -4.4%, Oracle -4.1% และ Nvidia -1.6% อย่างไรก็ดี รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ อีกทั้ง การทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Chevron +1.9% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.49% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.90% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง -0.37% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักฝั่งยุโรป ทั้ง BOE และ ECB (ตลาดมองอาจขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้) และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาผสมผสาน ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +1.0% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในระยะนี้ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.35% โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสเพียง 24% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลง จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เรายังคงมุมมองเดิมว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากเราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มธุรกิจ AI ที่กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงมากกว่าตลาดหุ้นหลักอื่นๆ อย่างฝั่งยุโรป ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่โซน 98.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-98.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) จากความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ FED (FOMC) ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเรามองว่า FED อาจเลือก “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.50%-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก ทำให้ บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ เลือกคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อเปิดกว้างแนวทางในการดำเนินนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ใอนาตให้เหมาะสม อนึ่ง บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสเพียง 24% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ แต่มีโอกาส 110% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2027 สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อยู่

ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมติเป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ย” นโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า กนง. มีโอกาส 47% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปี 2027 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน  

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ 

โดยในช่วงนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน อีกทั้ง เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่จะสามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ดังจะเห็นได้จากแรงขายหุ้นไทยในช่วงนี้ โดยเรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวต้านตั้งแต่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้านดังกล่าว โดยเฉพาะโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญไปได้ จะเปิดโอกาสให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อสู่โซน 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า จะเกิดขึ้น ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น (โอกาสเกิดอยู่ในระดับต่ำ)’

แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง อีกทั้ง โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงมีอยู่จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ ขณะเดียวกันบรรดาผู้นำเข้าต่างรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ หรือหลุดแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ 

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม FOMC ของ FED รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่าง บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ส่วนผลการประชุม กนง. ของไทย อาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง ในกรณีที่ กนง. ย้ำจุดยืนคงดอกเบี้ยนโยบาย หรืออาจมีการส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ซึ่งในภาพดังกล่าว อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. และอาจเริ่มเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ (และผู้เล่นในประเทศ) ได้
 
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.75 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 29 เม.ย. 2569 เวลา : 10:14:49

29-04-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 29, 2026, 11:50 am