ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (8 พ.ค.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์


 
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (8 พ.ค.69) ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.13 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.05-32.33 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จากการปะทะกันระหว่างกองเรือของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในพื้นที่บริเวณช่องแคบ Hormuz ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝั่งอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาพุ่งสูงขึ้น โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง สู่ระดับ 103.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเงินดอลลาร์ได้ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามการทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด จากก่อนหน้าที่ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจคงหรือลดดอกเบี้ยได้ ตอบรับกระแสข่าวข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาดยังได้หนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งขณะเดียวกัน ได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทเช่นกัน 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ล่าสุดผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ลงบ้าง หลังจากปรับตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Tesla +3.3%, Nvidia +1.8% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.38% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.13% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลดลง -1.1% กดดันโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่กลับออกมาน่าผิดหวัง ขณะเดียวกัน ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงก่อนหน้า ได้กดดันทั้งราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ (ก่อนที่ราคาน้ำมันดิบจะรีบาวด์สูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงราว 21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตลาดหุ้นยุโรปใกล้ปิดทำการ) และราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการขายทำกำไรหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงที่ผ่านมาเช่นเดียวกันกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น เข้าใกล้โซน 4.40% อีกครั้ง ตอบรับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด และความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 15% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองเดิมของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (เราจะประเมินความเป็นไปได้ของคาดการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง ในช่วงการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ทางการสหรัฐฯ อาจพยายามเจรจาให้ทางการจีน ช่วยประสานงาน หาทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน) เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ยังคงออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.8-98.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ซึ่งหนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญอย่าง รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการเติบโตของค่าจ้าง และอัตราการว่างงาน เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลาง รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า ECB มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน  

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มจำกัดลง และเงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะต้องรอให้ถึง การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ เนื่องจาก ทางการสหรัฐฯ อาจพยายามเจรจาต่อรองให้ทางการจีน ช่วยประสานงาน หาทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างเป็นผู้มีส่วนได้/เสีย จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ ดังนั้น หากจะเห็นการเจรจาหยุดยิงระหว่างทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น อาจจะต้องรอให้ทางการจีนมีการเข้ามาช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาก่อนได้ นอกเหนือจากต้องรอให้ฝั่งอิหร่าน เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและฐานะการเงินของรัฐบาล (Economic and Financial pains) ที่มากขึ้น จากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ (ซึ่งอาจสร้างผลกระทบที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมพลังงานของอิหร่านตามที่เราได้เสนอในช่วงก่อนหน้าในบทวิเคราะห์ WeekAhead และ Daily Markets Update)

อย่างไรก็ดี เราคงมองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น เรามองว่า เงินบาทอาจจะมีโซนแนวต้านแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยความหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงที่ยังคงมีอยู่ กอปรกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่จะทยอยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้ เงินบาทไม่สามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ยกเว้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน จนตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ให้โอกาส 50% เป็นอย่างน้อย ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ 

ในทางกลับกัน หากเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น เรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ซึ่งต้องมีข้อตกลงที่ชัดเจนแล้วเท่านั้น โดยเรามองว่า ภาพดังกล่าวอาจยังไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แต่ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ภายในไตรมาส 2 

อนึ่ง ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้ว่า ในปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดจะให้น้ำหนักต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นหลักก็ตาม

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.05-32.50 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 พ.ค. 2569 เวลา : 10:28:35

08-05-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 8, 2026, 11:56 am