ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (18 พ.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (18 พ.ค.69) ที่ระดับ  32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.62 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.55-32.77 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า FED อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ โดยภาพดังกล่าว ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวลงต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,490 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเช่นกัน  

สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนี PPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด กอปรกับ ความไม่แน่นอนของการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา จับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลประกอบการ Nvidia  

 
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้สะท้อนถึงแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น จนทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 62% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ รอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและยูโรโซน รวมถึงประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองอังกฤษ พร้อมกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB 

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนในสินทรัพย์ภาวร (Fixed Assets Investment) ในเดือนเมษายน รวมถึง แนวโน้มราคาบ้านในเดือนเมษายน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น ทั้ง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม และอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายน ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยมีโอกาสถึง 78% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้

ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ราว +2.4%y/y ในไตรมาสแรกของปี 2026 เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังไม่รุนแรงมากนักในช่วงไตรมาสแรก ขณะเดียวกัน การส่งออกของไทยยังคงได้แรงหนุนจากเทรนด์การเติบโตของ AI (Data Center) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor โดยภาพดังกล่าวอาจยังคงสะท้อนผ่าน ยอดการส่งออกในเดือนเมษายนที่อาจขยายตัว +19%y/y อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าจะพุ่งขึ้น +27%y/y ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนจะยังคง “ขาดดุล” ราว 5.6 พันล้านดอลลาร์ 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังการเจรจา Trump-Xi summit กลับไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิง และแม้ว่า โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยจะมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ 

และนอกเหนือจาก พัฒนาการของสถานการณ์นะตะวันออกกลางที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินบาท เรามองว่า ควรจับตา รายงานผลประกอบการของ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ หากรายงานผลประกอบการ (และแนวโน้มผลประกอบการ) ออกมาสดใสดีกว่าคาด อาจทำให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงต่อ จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ในทางกลับกัน หากตลาดผิดหวังกับผลประกอบการของ Nvidia จนกลับเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน เรามองว่า ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้ หากตลาดปิดรับความเสี่ยงหนัก และมีการทยอยปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่นบ้าง (ลด Net Short JPY ที่มองเงินเยนอ่อนค่า) นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่นอีกครั้ง อาจทำให้เราต้องระวัง การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่เสี่ยงย่อตัวลงบ้าง หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น รวมถึง ตลาดตอบรับเชิงบวกต่อผลประกอบการของ Nvidia

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-33.00 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.85 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 พ.ค. 2569 เวลา : 11:23:41

18-05-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 18, 2026, 12:46 pm