ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (20 พ.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (20 พ.ค.69 ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้างทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.61-32.76 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง อีกทั้งประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงออกมาขู่ว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากการเจรจาล้มเหลว ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสเกือบ 80% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงอีกครั้ง หลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา 

ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ได้กดดันให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงท่าทีระมัดระวังและเดินหน้าขายทำกำไรบรรดาหุ้นเทคฯ อาทิ Alphabet -2.3% และ Amazon -2.1% ส่วน Nvidia ย่อลง -0.8% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของ Nvidia ในช่วงวันพุธนี้ (After-market close) ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีก และหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.67% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.84% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.19% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบ้าง (แม้ความไม่แน่นอนของการเจรจาจะกดดันตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้ายของการซื้อขาย) นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป เช่นเดียวกับการรีบาวด์ขึ้นบ้างของตลาดหุ้นอังกฤษ หลังภาพการจ้างงานอังกฤษที่ชะลอลงกว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้โซน 4.70% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เป็นเกือบ 80% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจน ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับทิศทางการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้ถูกจำกัดลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ตามการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่นที่ทะลุโซน 159 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงอยู่บ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1-99.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กลับมากดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงหลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด หนุนให้ ราคาทองคำยังสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,485 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่าน รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (รับรู้ในช่วงราว 1.00 น. เช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED 

ส่วนทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ ในเดือนเมษายน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (เราคงมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ในไตรมาส 2)

ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BI อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 5.00% เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนในช่วงเช้าวันพฤหัสฯ ราว 6.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้จะยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง แต่ยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ   

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลงบ้างในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวไปได้ในช่วงระหว่างวัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอติดตามสองปัจจัยสำคัญ ทั้ง รายงานการประชุม FOMC ของ FED และ รายงานผลประกอบการของ Nvidia ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ที่ชัดเจน หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ 

อนึ่ง เรามีความกังวลว่า หากผู้เล่นในตลาดผิดหวังต่อรายงานผลประกอบการของ Nvidia อาจทำให้ ตลาดเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ชัดเจน ซึ่งในช่วงแรกอาจเห็นการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง แต่หากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง จะเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง จากการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ได้ (โดยอาจไม่จำเป็นต้องเข้าแทรกแซงจริง เพียงแค่ทำ Rate Check อาจหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นได้พอควร) นอกจากนี้ หากบรรดาหุ้นเทคฯ ปรับตัวลงหนัก อาจนำไปสู่การ Unwind Yen carry trade ได้บ้าง ซึ่งสามารถเป็นอีกปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงระยะสั้นได้ และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หรืออย่างน้อยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ไม่ยาก 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.85 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : วันที่ : 20 พ.ค. 2569 เวลา : 11:03:36

20-05-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 20, 2026, 11:59 am