
ทิศทางราคาทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวลดลงแรงในช่วงวันศุกร์ โดยปิดปรับตัวลดลง -147.0 เหรียญ หรือ -3.29% มาอยู่ที่ระดับ 4,327 เหรียญ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่งพอสมควร ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด และกลับมากังวลว่าเฟดอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น หรือมีโอกาสกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง โดย Goldman Sachs ยกเลิกคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. 2026 ขณะที่ FedWatch ของ CME สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักราว 72% ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นจากราว 50% ก่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอนมีแนวโน้มยืดเยื้อ ขณะที่ความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงยังไม่ได้สร้างความชัดเจนให้กับตลาดมากนัก แม้ทรัมป์จะลดท่าทีแข็งกร้าวลงบางส่วน แต่ภาพรวมยังสะท้อนว่าการควบคุมสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทำได้ยาก
ภาพรวมดังกล่าวหนุนให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะบริเวณ 100.07 จุด โดยวันศุกร์ขึ้นไปทำระดับสูงสุดใกล้ 100.10 จุด ซึ่งเป็นการกลับมาทดสอบระดับเหนือ 100 จุดอีกครั้ง โดยระดับ 100.5 จุดยังเป็นระดับสำคัญ หากดัชนีดอลลาร์สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ อาจกดดันราคาทองคำต่อเนื่องในระยะสั้น
ด้านค่าเงินบาทอ่อนค่ามาบริเวณ 32.88 บ. สะท้อนแนวโน้มอ่อนค่าของเงินบาท โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 33.00 บ. และแนวรับขยับขึ้นมาอยู่ที่บริเวณ 32.50 บ. ส่งผลให้ราคาทองคำไทยยังได้รับแรงกดดันตามราคาทองคำตลาดโลก โดยประเมินว่าแนวรับระยะสั้นของทองคำไทยอยู่บริเวณ 67,000 บาท
ด้านกองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าขายออก 5.22 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,019.92 ตัน โดยภาพรวมเดือนมิถุนายนขายสุทธิ 9.22 ตัน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิ 52.07 ตัน สะท้อนแรงขายต่อเนื่องจากนักลงทุนสถาบัน และยังเป็นปัจจัยกดดันภาพรวมตลาดทองคำในระยะสั้น
วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยภาพรวมระยะสั้นยังคงเป็น Sideways Down และมีโอกาสถูกกดดันต่อ หากดอลลาร์ยังแข็งค่าและตลาดยังเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสที่เฟดจะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น
วิเคราะห์ว่า แม้โอกาสที่ราคาทองคำจะหลุดลงไปต่ำกว่า 4,000 เหรียญ ยังมองว่าเกิดขึ้นได้ยากในระยะนี้ แต่โซน 4,200 เหรียญ มีโอกาสถูกทดสอบ หากแรงกดดันจากดอลลาร์และดอกเบี้ยยังคงอยู่ กลยุทธ์การลงทุนยังควรเน้นความระมัดระวัง ลดการใช้ Leverage สูง และรอให้ราคาสร้างฐานหรือมีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจนก่อนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในระยะสั้น
ประเมินกรอบระยะสั้นของ ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) แนวรับอยู่ที่บริเวณ 4,300 เหรียญ และ 4,250 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,370 เหรียญ และ 4,420 เหรียญ ส่วน ทองคำในประเทศ (Thai Gold) แนวรับอยู่ที่ระดับ 66,400 บาท และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 67,800 บาท
สำหรับ Gold COMEX (GCEQ26) แนวรับอยู่ที่ 4,330 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,400 เหรียญ ด้าน Gold Online Futures (GOM26) แนวรับอยู่ที่ 4,320 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,390 เหรียญ ส่วน Gold Futures 10 บาท (GF10M26) แนวรับอยู่ที่ระดับ 66,900 บาท และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 68,300 บาท
โดยเน้นย้ำนักลงทุนว่า ราคาทองคำและราคาฟิวเจอร์สอาจจะแตกต่าง ดังนั้นการวิเคราะห์หรือ Arbitrage จะต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้
แนะนำซื้อขายในกรอบ "Sideway Down" และพิจารณาการลดสถานะการซื้อลง รอให้เกิดสัญญาณกลับตัวตามกรอบแนวรับ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ราคาอาจปรับตัวลงต่อ พร้อมบริหารความเสี่ยง
- นักลงทุนที่ถือ Long Position
ลดสถานะการซื้อ หรือ Long position ในระยะสั้นต้องระมัดระวังแรงขาย เนื่องจากอยู่ในช่วงการปรับฐาน ราคาอาจจะขึ้นเพื่อลงต่อจนกว่าจะสร้างฐานราคาใหม่ได้
- นักลงทุนที่ถือ Short Position
แนะนำแบ่งปิดกำไรตามรอบ หากเปิดสถานะใหม่ควรรอเปิดสถานะบริเวณแนวต้าน และมีจุด Stop Loss ทุกครั้ง
ข่าวเด่น