(279)(514).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (9 มิ.ย.69) ที่ระดับ 32.89 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.84 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.75-32.89 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ จากอานิสงส์แนวโน้มความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยลดลง หลังทางการอิสราเอลกับทางการอิหร่านได้ประกาศหยุดการโจมตี ที่สร้างความกังวลให้กับตลาดการเงินในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง อีกทั้ง ยังคงมีรายงานข่าวจากฝั่งอิหร่านว่า ทางการอิหร่านได้เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามที่อาจยืดเยื้อกับฝั่งอิสราเอล ทำให้ภาพของการเกิดสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงมีความเปราะบางอยู่ สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่จะรับรู้ในช่วงคืนวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพดังกล่าวได้ส่งผลให้ เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้น (พร้อมกับแรงขายหุ้นสหรัฐฯ ที่ผู้เล่นในตลาดต่างเลือกทยอยลดความเสี่ยงในจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของตลาด) พร้อมกดดันราคาทองคำ (XAUUSD) และเงินบาท
แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนในช่วงแรกของการซื้อขาย จากกระแสข่าวอิสราเอลกับอิหร่านประกาศยุติการโจมตี ทว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงสูง รวมถึงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และพันธมิตร Axis of Resistance อย่าง กลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน ที่ไม่ได้คลี่คลายลงชัดเจน ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะทยอยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน ตามการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor สะท้อนผ่านการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ที่เป็นไปอย่างจำกัด ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.30% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq รีบาวด์ขึ้น +0.86% หลังดิ่งลงหนักในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลดลงเล็กน้อย -0.15% แม้ว่าตลาดหุ้นยุโรปจะพอได้แรงหนุนบ้างจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลงบ้าง หลังอิสราเอลกับอิหร่านประกาศหยุดการโจมตี ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นยุโรป โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +3.6% ทว่า ท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงจำกัดการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Sideways แถวโซน 4.50%-4.58% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้เริ่มจะมีข่าวดีจากการยุติโจมตีระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ที่อาจช่วยหนุนความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED จนกว่าจะรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ หรือการเจรจาหยุดยิงมีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าว ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ทั้งนี้ เรามองว่า การปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.50% ทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (หรืออาจล่าช้ากว่าคาดบ้าง แต่ไม่เกินไตรมาส 3) และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างในช่วงแรกตอบรับความหวังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จากท่าทีของอิหร่านกับอิสราเอลที่ประกาศยุติการโจมตี ทว่า ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะถือเงินดอลลาร์ หนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้นบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 100 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8 -100.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงสร้างแรงกดดันต่อการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทำให้ราคาทองคำยังไม่สามารถรีบาวด์ขึ้นต่อเนื่องจนทะลุโซน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) เป็นต้น
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของจีน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่าง การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไม่ได้มีความคืบหน้ามากนักในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดจะคงมุมมองระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือ “Cautiously Optimistic” และอาจให้น้ำหนักกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED เป็นสำคัญ ซึ่งในช่วงนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ทำให้ในช่วงระยะสั้นนี้ ก่อนที่ตลาดจะรับรู้ รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในช่วงคืนวันพุธ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ การเคลื่อนไหวของบรรดาค่าเงินต่างๆ รวมถึงสินทรัพย์ส่วนใหญ่ อาจมีลักษณะไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ได้
อย่างไรก็ดี การรีบาวด์ขึ้นบ้างของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจช่วยหนุนบรรยากาศในฝั่งตลาดการเงินเอเชียได้บ้าง ซึ่งอาจช่วยหนุนการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินเอเชีย และอาจช่วยจำกัดหรือชะลอการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินเอเชีย ก่อนที่จะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways แถวโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยโซนแนวต้านนั้น อาจติดอยู่แถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (ซึ่งเริ่มเห็นแรงขายเงินดอลลาร์มากขึ้น ตั้งแต่ช่วง 32.90 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับได้ขยับสูงขึ้น ตามการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงก่อนหน้า มายังแถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์)
ทั้งนี้ เราประเมินว่า ไม่ว่าเงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากปัจจัยสงคราม หรือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัด หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงเข้าโซน 160-161 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจช่วยจำกัดหรือชะลอการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน อาจช่วยชะลอหรือจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ดังจะเห็นได้จากช่วงวันก่อนหน้า ที่เงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซน 160.40 เยนต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ ซึ่งภาพดังกล่าวได้ช่วยจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยดัชนีเงินดอลลาร์ DXY ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 100.2 จุด ไปได้ชัดเจน
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-32.95 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น