ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (24 มิ.ย.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (24 มิ.ย.69) ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์
 
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ (แกว่งตัวในกรอบ 33.12-33.30 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้น จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวลงแรง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการ (Micron จะรับรู้รายงานผลประกอบการในวันพุธนี้) และระดับ Valuation ของหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่อยู่ในระดับสูง รวมถึง รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ออกมาดีกว่าคาด สวนทางกับรายงานดัชนี PMI จากฝั่งยูโรโซนและอังกฤษ ที่ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงยังได้ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกจะลดสถานะถือครองทองคำ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน กอปรกับความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย FED ที่ยังมีอยู่ ยิ่งกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพและการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้น ได้ช่วยลดทอนการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 48% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) พร้อมกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง (สอดคล้องกับการปรับเพิ่มสถานะ Short น้ำมันของผู้เล่นในตลาด)
 
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย Micron -13.2% ก่อนที่ตลาดจะรับรู้รายงานผลประกอบการของ Micron ในช่วงวันพุธนี้ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดความเสี่ยงการถือครองหุ้นกลุ่มดังกล่าวลง โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.44% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -2.21%
 
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง -0.73% กดดันโดยแรงขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทั่วโลก ซึ่งส่งให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวฝั่งยุโรปปรับตัวลงแรง อาทิ ASML -5.7% ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะแร่โลหะต่างๆ (รวมถึงทองคำ) ยังได้กดดันให้ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวลงพอควร เช่น Rio Tinto -3.3% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare เช่น Novo Nordisk +2.6% และกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค อย่าง Nestle +1.5%
 
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.50% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ ยังได้ช่วยจำกัดและชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว ตามแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ที่ทยอยปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง Bank of America ที่ล่าสุดมีการปรับคาดการณ์ว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมมองคงดอกเบี้ย ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
 
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามอานิสงส์ของภาวะปิดรับความเสี่ยงจากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor ทั่วโลก และรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใสดีกว่าคาดและยัง ดีกว่าภาพในฝั่งยุโรป ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงถูกจำกัดอยู่ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.1-101.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มดีขึ้น สะท้อนผ่านการทยอยปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ทว่า แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้สร้างความต้องการลดสัดส่วนการถือครองทองคำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและปรับลดความเสี่ยงโดยรวม กอปรกับการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ได้สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
 
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญในฝั่งไทย จะอยู่ที่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า คณะกรรมการฯ จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึง second round effect
 
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่าน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนมิถุนายน
 
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น อีกไฮไลท์สำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ คือ รายงานผลประกอบการของ Micron ที่จะรับรู้ในช่วง After Market ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
 
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 แม้ในช่วงระยะสั้น เราจะประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทนั้น ถือว่า เกินความคาดหมายของเราไปพอควร (เดิม เราประเมินว่า กรอบเงินบาททั้งสัปดาห์อาจไม่เกินระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์) และสะท้อนว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดที่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์นั้น อาจขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปพอควรแล้ว และบางส่วนอาจขยับออเดอร์ไปรอโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องยอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้นั้น มาจาก AI/Semiconductor Sell-Off ในช่วงก่อนเข้า Earnings Season ที่บริบทจะต่างจากรอบก่อน เนื่องจากในครั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดได้กลับมามั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกทั้งเริ่มมีนักวิเคราะห์หลายค่ายปรับคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ย FED เป็นการขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง จากเดิม มองคงดอกเบี้ย หรือ ลดดอกเบี้ย ทำให้ เราประเมินว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจขึ้นกับ บรรยากาศในตลาดการเงินที่จะต้องรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ด้วยเช่นกัน

โดยหาก รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ออกมาดีกว่าคาด หรืออย่างน้อยยังคงทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังเชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโต และพอยอมรับได้กับระดับ Valuation ในปัจจุบัน เรามองว่า ตลาดอาจเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มดังกล่าว ซึ่งอาจช่วยชะลอหรือลดทอนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ทำให้ การอ่อนค่าของเงินบาทนั้นจะถูกจำกัดลง และพอมีโอกาสลุ้นการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ในกรณีที่ นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทย อย่าง หุ้นในธีม AI/Semiconductor อีกครั้ง (จากที่วันก่อนหน้า หุ้นกลุ่มดังกล่าวเผชิญแรงขายรุนแรง)

 ในทางกลับกัน หากรายงานผลประกอบการหุ้น AI/Semiconductor ออกมาน่าผิดหวัง เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เรามองว่า แม้เงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ เนื่องจาก 1) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจปรับตัวลงหนัก มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จากสัดส่วนหุ้น AI/Semiconductor ที่สูงกว่ามาก 2) ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ในช่วงที่ตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) พอสมควร อาจกระตุ้นให้เกิด Sudden Yen Appreciation หรือการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่นได้ อย่างไรก็ดี ในภาพดังกล่าว เงินบาทอาจเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากทั้งการปรับตัวลงของราคาทองคำ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงขายลดความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่อง มากกว่ากังวลแนวโน้มดอกเบี้ย FED และแรงขายหุ้นไทย เน้นกลุ่ม AI/Semiconductor ซึ่งการเคลื่อนไหวของเงินบาทจะเป็นอย่างไร จะขึ้นกับว่า เกิดการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรงของเงินเยนญี่ปุ่น หรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากไม่เกิด เงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวแถวระดับปัจจุบัน หรืออ่อนค่าไม่เกินโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก)

 เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหว

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 24 มิ.ย. 2569 เวลา : 10:11:35

24-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 24, 2026, 12:05 pm