ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (25 มิ.ยัง.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (25 มิ.ยัง.69) ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.38-33.48 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง สอดคล้องกับการพลิกกลับมาย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตามการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ จากสัญญาณการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้โดยรวมผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง เหลือ โอกาสราว 44% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่ จากความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor โดยเฉพาะ Micron ที่จะประกาศผลประกอบการในช่วง After Market สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง เพื่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Micron -0.3% สะท้อนผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่ยังมีอยู่บ้าง แม้จะรุนแรงน้อยกว่าในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.0% ตามการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.09% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.43% ทั้งนี้ รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก ได้หนุนให้ ราคาหุ้น Micron +15% ช่วง After Market ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นธีม AI และช่วยให้ สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น +0.53% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นเล็กน้อย +0.08% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงกลุ่ม Healthcare ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Shell -1.8% หลังราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงนี้

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.40% ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ หลังการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งภาพดังกล่าวยังได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทั้งนี้ เราประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า ความกังวลต่อรายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semiconductor ซึ่งยังคงกดดันบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ช่วยพยุงเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวแถวโซน 101.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.5-101.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ตามการทยอยปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้สร้างความต้องการลดสัดส่วนการถือครองทองคำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและปรับลดความเสี่ยงโดยรวม และจำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ทำให้ ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนพฤษภาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

ส่วนในฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 10.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของไทย ในเดือนพฤษภาคม ที่อาจยังคงได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI ที่ยังช่วยหนุนยอดการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของไทย ทว่า ยอดการนำเข้าอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการลงทุนใน Data Center ทำให้โดยรวม ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง ส่วนในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันพฤหัสบดี นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น อีกไฮไลท์สำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ คือ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาดีกว่าคาด และช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้น Micron ในช่วง After Market นั้น อาจพอช่วยหนุนบรรยากาศของตลาดการเงินเอเชียได้บ้าง โดยเฉพาะฝั่งตลาดหุ้นที่มีหุ้นในธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย อย่าง KRW TWD ได้บ้าง (ทว่า แต่ละตลาดอาจมีปัจจัยเฉพาะตัว และผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงชัดเจนได้ จนกว่าจะเห็นรายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI ที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นหลักในตลาดหุ้นนั้นๆ) นอกจากนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์บ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นธีม AI/Semiconductor ของไทยอีกครั้ง หรืออย่างน้อยไม่ได้เทขายหนัก เหมือนในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน กอปรกับ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในช่วง 19.30 น. คืนนี้ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways และแม้จะอ่อนค่าลงบ้าง เช่น ในช่วงรับรู้ รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของไทย ที่คาดว่าจะยังคงเห็นการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง แต่เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่เกินโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปมากนัก

ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วง ตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ โดยหาก อัตราเงินเฟ้อออกมาตามคาด และรายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อ ไม่ได้สะท้อนถึง การแพร่กระจายของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ เป็นวงกว้าง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งอาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงบ้าง (แต่ยังไม่มากนัก) ทำให้เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (จะแข็งค่าขึ้นมากน้อย เพียงใด ต้องรอจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำประกอบ)

แต่หาก รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนภาพการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ที่อาจเป็นวงกว้างมากขึ้น เรากังวลว่า ผู้เล่นในตลาดจะยิ่งกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (และเราอาจเริ่มให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากขึ้นได้) สะท้อนผ่านการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 2 ครั้ง ในปีนี้ ที่ควรจะสูงขึ้น สร้างแรงหนุนต่อเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาท โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และอาจทดสอบโซนถัดไปในช่วง 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก)

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.60 บาท/ดอลลาร์

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 มิ.ย. 2569 เวลา : 10:42:26

25-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 25, 2026, 12:10 pm