(279)(534).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (3 ก.ค.69) ที่ระดับ 33.26 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.31 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.14-33.33 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นเพียง 5.7 หมื่นราย ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น ราว 1 แสนราย ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสราว 21% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากแรงเทขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ยังคงช่วยพยุงเงินดอลลาร์ไว้บ้าง และจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนบ้างจากปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า แรงเทขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ที่ยังคงดำเนินต่อไป อาทิ Sandisk -14.1%, Micron -5.5% ยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ พอสมควร ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive ทั้ง หุ้นกลุ่ม Healthcare และหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.00% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.80%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นกว่า +1.41% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้างของหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED จากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางฝั่งยุโรป (ECB และ BOE) ในงานสัมมนาของ ECB ที่เมือง Sintra ยังได้ช่วยให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB และ BOE (โอกาสเหลือราว 70%) ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -3.9%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 4.45%-4.50% ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ก่อนที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวแถวโซน 4.48% ย่อลงเล็กน้อย ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นสอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Down ตามการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor และการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องพอควรในวันก่อนหน้า ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.5-101.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ได้ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ผลกระทบจากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ยังคงกดดันราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ชัดเจน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) เดือนมิถุนายน ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง และในฝั่งเวียดนาม ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนมิถุนายน อย่าง ยอดการส่งออก ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อ CPI เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางฝั่งยุโรป เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อเนื่องกดดันหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งเอเชีย (ขณะที่เรากำลังเขียนอยู่นั้น ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ดิ่งลงราว -2%) จนอาจสร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชียได้ ทว่าในส่วนของเงินบาทนั้น แม้หุ้นกลุ่มดังกล่าวจะปรับตัวลงพอควรได้ ทว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ อาจได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มธนาคาร ทำให้เงินบาทอาจไม่ได้เผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากนัก ดังจะเห็นได้จากในวันก่อนหน้า ที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 8.5 พันล้านบาท สวนทางกับคาดการณ์ของเรา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินบาทในวันก่อน ในช่วงระหว่างวันก่อนตลาดรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ แต่หากแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ น้อยกว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ของไทย เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ไม่ต่างกับบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย ทั้ง เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และเงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD)
นอกจากนี้ แรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ ผ่านผลกระทบทางอ้อมที่อาจจำกัดและกดดันราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีโอกาสเผชิญแรงขายบ้าง ตามการปรับพอร์ตการลงทุนของผู้เล่นในตลาด เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม พร้อมกับเพิ่มสภาพคล่อง
จากภาพดังกล่าว กอปรกับท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่อาจยังไม่รีบปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จะเป็นไปอย่างจำกัด (และเงินดอลลาร์อาจยังพอได้แรงหนุนจากแรงขายหุ้นเทคฯ AI/Semiconductor) ส่งผลให้ เงินบาทจะยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเรามองว่า เงินบาทจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนดังกล่าวได้ชัดเจน หากรายงานอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ตลาดจะทยอยรับรู้ในระยะข้างหน้า ชะลอตัวลงชัดเจน จนทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อเหมือนเรา ว่า FED อาจคงดอกเบี้ยได้ตลอดทั้งปี 2026
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรระวังความผันผวนที่อาจมาจากการปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่น หรือการ Unwind JPY Carry Trade หลังผู้เล่นในตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) ในระดับที่สูง ใกล้เคียงกับระดับในปี 2024 ทำให้เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงแข็งค่าขึ้น เร็วและแรงได้ในระยะสั้น หากมีปัจจัยเข้ามากระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ในช่วงปริมาณการซื้อ-ขาย นั้นต่ำ เหมือนที่เกิดขึ้นในวันก่อนหน้า หรือจะเป็นภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงปัจจัยเชิง Macro เช่น ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสคัญ (เราขอย้ำว่า ควรศึกษาและทำความเข้าใจ งานวิจัยของ IMF “Sudden Yen Appreciation Anatomy”) โดยหากเงินเยนญี่ปุ่น พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้และหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น แต่การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของทั้งเงินเยนญี่ปุ่นและเงินบาทจะเกิดขึ้นได้ หากธีมการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ตลาดมั่นใจต่อการขึ้นดอกเบี้ย เป็น คงดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งลดดอกเบี้ย
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.35 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น