(279)(545).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (20 ก.ค.69) ที่ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.63 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงตลาดกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ จนทำให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ พร้อมทยอยปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอีกครั้ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI สหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด จะทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของทั้ง FED BOE และ ECB
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุม ECB รายงานดัชนี PMI จากประเทศเศรษฐกิจหลัก และ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
ฝั่งสหรัฐฯ – แม้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อาจมีไม่มากนักในสัปดาห์นี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกรกฎาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ระดับ 2.25% ทว่า ต้องจับตาการส่งสัญญาณของ ECB ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เนื่องจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด อาจทำให้ ECB ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ทำให้ยังมีความเป็นไปได้อยู่บ้างต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งของ ECB แม้จะยังไม่ใช่กรณีฐาน หรือ Base case ที่เราประเมินไว้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนกรกฎาคม ของทั้งฝั่งยูโรโซน และอังกฤษ
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการในเดือนกรกฎาคม ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ไว้ที่ระดับปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ที่อาจชะลอการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา และเลือกคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.75% หลังค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ BI ยังมีโอกาสพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยได้บ้าง ในช่วงที่เหลือของปีนี้
ฝั่งไทย – นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการส่งออกของไทยจะยังคงได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Boom หนุนให้ยอดการส่งออกอาจโตได้เกือบ +15%y/y ทว่า ยอดการนำเข้ามีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้นถึง +35%y/y เช่นกัน ตามการนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor รวมถึงการนำเข้าสำหรับการลงทุนใน Data Center ส่งผลให้โดยรวมดุลการค้าของไทยมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรามองว่า ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีความผันผวนได้ในช่วงนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความผันผวนของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น กอปรกับภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน โดยเฉพาะแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทยังคงมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แนวต้านถัดไป 34.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง หรือ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่า ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง และผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED (ตามที่เราประเมินไว้) ถึงจะเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่อง
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.60 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรงอยู่ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า ความเสี่ยง Two-Way risk ยังมีอยู่และพร้อมกลับมากดดันเงินดอลลาร์ได้
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.40-34.00 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น