(367).jpg)
ตลาดทองคำนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 ก.ค.69) สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 101.70 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ปิดที่ 4,050.20 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ผลักดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น และอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันเบรนท์ พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค. หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสองลำในช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นประตูสู่ทะเลแดง ส่งผลให้ภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เตือนว่า หากกลุ่มฮูตีก่อเหตุโจมตีเรือในช่องแคบบับเอลมันเดบอีกครั้ง สหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยการใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เพื่อโจมตีอิหร่านและกลุ่มฮูตี
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ เพียงไม่กี่วันก่อนที่การประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 64% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.นี้ และให้นัำหนักมากถึง 83% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 68% ในวันพุธ
นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันยังส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ดีดตัวขึ้น 0.3%
ทั้งนี้ การแข็งค่าของดอลลาร์ส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาที่ไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ๆ ส่วนการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ข่าวเด่น