
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี มองว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และการคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางค่าเงินในตลาดโลก
ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามยังคงเป็นสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งแม้จะเริ่มมีสัญญาณความพยายามทางการทูตเพื่อฟื้นฟูการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน แต่แนวโน้มการยุติความขัดแย้งยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณาขยายขอบเขตปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ตลาดยังต้องจับตาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 (Section 301 Tariffs) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้กับประเทศคู่ค้ารวม 60 ประเทศ ในอัตรา 10-12.5% เพื่อรักษาฐานภาษีนำเข้าหลังมาตรการเดิมสิ้นสุดอายุ โดยยังมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น กลุ่มพลังงาน อาหาร และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ
ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวม (Composite PMI) เดือนกรกฎาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 53.6 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน สะท้อนการฟื้นตัวของภาคบริการ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทผันผวนค่อนข้างมาก โดยช่วงต้นสัปดาห์อ่อนค่าทะลุระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 15 เดือน จากแรงกดดันของบรรยากาศลงทุนที่ปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) และความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นจากแรงขายทำกำไรและการปรับฐานของตลาด ส่งผลให้กลับมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 33.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง
ข่าวเด่น