ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (5 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (5 ส.ค.69) ที่ระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down ทดสอบโซนแนวรับ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.23-33.43 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่นอกเหนือจากจะกดดันให้ ราคาพลังงานปรับตัวลดลงต่อเนื่อง (ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงสู่ระดับ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ยังส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง หนุนการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย (ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงให้โอกาส 27% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้) นอกจากนี้ โอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยนั้นยังถูกกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เดือนมิถุนายน ที่ระดับ 7.359 ล้านตำแหน่ง อีกทั้งยังมีการปรับลดรายงานข้อมูลครั้งก่อนบ้าง ส่วน ยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน (Factory Orders) เดือนมิถุนายน หดตัว -0.3%m/m แย่กว่าคาด

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ยังคงรายงานผลประกอบการที่สดใส กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทว่า ภาพดังกล่าวได้กดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +1.71% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.79% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +2.59%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.73% ตามอานิสงส์ของกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในฝั่งเทคฯ ที่ออกมาสดใส ดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดัน จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย BP -4.9%, Shell -2.3%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.62% ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตอบรับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง ตามการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ได้ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่มีส่วนกดดันเงินเยนญี่ปุ่นให้เคลื่อนไหวเหนือโซน 157.50 เยนต่อดอลลาร์ นั้น ยังพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 99.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8-100.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ การทยอยปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและแรงขายทำกำไรการรีบาวด์ของราคาทองคำจากผู้เล่นบางส่วน

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึง แนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่จะรายงานในวันศุกร์นี้ได้ รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนกรกฎาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันในสหรัฐฯ โดย EIA ที่อาจกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ WTI บ้าง นอกเหนือจากประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินทิศทางเงินเฟ้อของยูโรโซน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการบริการ ในเดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการบริการของธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง หลังจากช่วงก่อนหน้า รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของทางการจีน ที่เน้นธุรกิจขนาดใหญ่ ได้ปรับตัวลดลงและออกมาแย่กว่าคาด สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีนัก ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ชะลอลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย ส่วนเงินรูปีได้ชะลอการอ่อนค่าลง อีกทั้งเริ่มเห็นการทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์อินเดียจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น

ในฝั่งไทยนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกรกฎาคม โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 2.60% ตามผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า หลังโมเมนตัมรายเดือนติดลบราว -0.1%m/m ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานโดยเฉลี่ย ทว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.41% ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตา ทั้งการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor และค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

แม้เงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับสำคัญที่อาจทำให้ เงินบาทกลับสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นชัดเจน คือ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่เรากลับมีความกังวลว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน โดยเฉพาะการแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจยังไม่เกิดขึ้นได้ง่ายนัก หลังผู้เล่นในตลาดได้ตอบรับความหวังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไปพอควรแล้ว ทว่า การเจรจาหยุดยิงยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจยังมีความเปราะบางสูง ไม่ต่างกับรอบก่อนหน้าที่มีการลงนามใน MOU ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะฉีก MOU ทำให้เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้น ซึ่งจะเห็นการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบนำมาเป็นสัญญาณของภาพดังกล่าว ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังไม่ได้กลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้ แต่หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่างข้อมูลตลาดแรงงาน โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่จะรับรู้ในวันศุกร์นี้ (ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะได้รับรู้ ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในคืนวันพุธนี้ ในช่วงราว 19.15 น. ตามเวลาประเทศไทย) ออกมาดีกว่าคาด อาจช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง ลดทอนโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงนี้ได้ อนึ่ง หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง เรามองว่า โซนแนวต้านของเงินบาทจะยังอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งในช่วงหลัง บรรดาผู้เล่นในตลาดได้ทยอยกลับมารอขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าวมากขึ้น โดยโซนแนวต้านถัดไปจะยังคงอยู่ในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์

เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.40 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : วันที่ : 05 ส.ค. 2569 เวลา : 11:29:30

05-08-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 5, 2026, 1:06 pm