ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (20 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (20 ส.ค.69) ที่ระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น มากกว่าที่เราประเมินไว้ จนทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซนแนวรับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ที่เป็นกรอบล่างทั้งสัปดาห์จากที่เราได้ประเมินไว้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (แกว่งตัวในกรอบ 32.83-33.08 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงเร็วของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ทันทีที่มีการประกาศจากกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ว่า จะมีการขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตร (Bond Buyback Operation) สำหรับบอนด์ระยะยาวตั้งแต่ช่วง 10 ปี ขึ้นไป อย่างน้อยเป็นสองเท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น 4 พันล้านดอลลาร์ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน จนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน นอกจากนี้ ทางกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ยังได้ระบุอีกว่า การเพิ่มวงเงินดังกล่าว สะท้อนถึงความพยายามในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับบอนด์ระยะยาว ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ทางการสหรัฐฯ ได้ติดตามสถานการณ์ในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าดูแลเพื่อลดความปั่นป่วนของตลาดบอนด์ หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และนอกเหนือจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ เงินบาทยังได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้สำเร็จ นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจนทะลุโซนแนวรับสำคัญ อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่เพิ่มสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจต้องปิดสถานะดังกล่าวลงบ้าง ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท รวมถึงจำกัดไม่ให้ผู้เล่นในตลาดกล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงอย่างชัดเจน

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ หลังกระทรวงการคลังประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนบอนด์ระยะยาว นอกจากนี้ ผลการทดลองวัคซีนมะเร็ง แบบ mRNA ของทาง Moderna +177% กับ Merck +12.6% ที่ออกมาสดใส ยังได้หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลาง สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.22% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.21% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite รีบาวด์ขึ้น +0.16% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.11% ท่ามกลางความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังถูกกดดันจากแรงขายหุ้นธีม AI/ Semiconductor อย่าง ASML -2.2% ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น รวมถึงการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare ตอบรับข่าวผลการทดลองวัคซีนมะเร็งแบบ mRNA ของ Moderna กับ Merck 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลงพอควร สู่ระดับ 4.65% ตอบรับข่าวกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มวงเงินการซื้อคืนบอนด์ระยะยาว ที่อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short บอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ต้องทยอยปิดสถานะดังกล่าว ทั้งนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ กอปรกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงที่ผ่านมา แต่ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า นอกจากนี้ ระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ล่าสุด ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอควร และสามารถรองรับความเสี่ยง ในกรณีที่ FED ตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริงราว 2-3 ครั้ง (ผู้เล่นในตลาดอาจประเมินภาพความเสี่ยงดังกล่าวก่อน FED ปรับดอกเบี้ยนโยบายจริง) เมื่อประเมินจากการวิเคราะห์ Sensitivity Analysis ซึ่งในกรณีดังกล่าว บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นราว +40bps จากระดับปัจจุบัน 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ตามการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ซึ่งมีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นพอควรของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ตามส่วนต่างของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่แคบลง ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ได้ชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ที่มาพร้อมกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 4,570 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ แรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด กอปรกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ชะลอและจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาลจะรอลุ้น รายงานดัชนีภาวะภาคธุรกิจโดยบรรดา FED สาขาต่างๆ อาทิ ดัชนีภาวะภาคธุรกิจการผลิต ของ Philadelphia FED เดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) 

ทางฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ทางธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจประกาศคงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ทั้งระยะ 1 ปี และ 5 ปี ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ ส่วนในช่วงราว 06.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น เดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 52% ที่ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเริ่มกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจนทะลุโซนแนวรับสำคัญที่ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้นต่อจนทดสอบโซนแนวรับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ อาจชะลอลงบ้าง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งผู้เล่นในตลาดที่ยังมีสถานะ Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) ส่งผลให้เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways มากกว่าที่จะอ่อนค่าลงเพิ่มเติม โดยเรามองว่า เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงเพิ่มเติมได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง พร้อมกับการปรับตัวลงต่อเนื่องของราคาพลังงาน หรือ รายงานอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนสิงหาคม ชะลอตัวลงมากขึ้น (ซึ่งต้องรอลุ้นในช่วงกลางเดือนกันยายน) และที่สำคัญ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์แถวบริเวณโซนแนวรับ ซึ่งจะช่วยจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท 

แม้ว่า เงินบาทอาจมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่จะกลายเป็นโซนแนวต้านได้ หลังผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกอาจเริ่มทยอยปรับลดโซนในการขายเงินดอลลาร์ จากที่เคยอาจรอแถวโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ 

เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.00 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 20 ส.ค. 2569 เวลา : 10:58:05

20-08-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 20, 2026, 11:57 am