นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (28 ส.ค.69) ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.85-32.91 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามจังหวะการอ่อนค่าลงเล็กน้อยของเงินดอลลาร์ ทว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังประธานาธิบดี Donald Trump ยังคงย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เร่งรีบที่จะเจรจากับอิหร่าน และยังคงไม่ต้องการนัดพบเจรจากับอิหร่านในช่วงนี้ ได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง (ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่โซน 88-89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติม นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน (Month-end Flows) ยังคงเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่กดดันเงินบาทช่วงนี้ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังคงถูกจำกัดอยู่ หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium คืนวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย
รายงานผลประกอบการของ Nvidia +8.7% ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ส่วนใหญ่ และช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะถูกกดดันบ้างจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงรอลุ้นถ้อยแถลงของประธาน FED ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.20% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.72% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +1.57%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงกว่า -0.69% กดดันประเด็นการเมืองฝรั่งเศส สะท้อนจากการปรับตัวลงของดัชนี CAC40 ของตลาดหุ้นฝรั่งเศสถึง -1.68% มากกว่าดัชนีตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ ในฝั่งยุโรป อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor บางส่วน รวมถึง การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน เช่น Rheinmetall +3.0% ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ส่วนสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.67% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium ที่สัญญาณจากตลาด Options สะท้อนว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวไม่น้อยกว่า 10bps หลังรับรู้ถ้อยแถลงดังกล่าว อนึ่ง เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะหากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง เข่น ทดสอบหรือทะลุโซน 4.70% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตาม เราจะรอติดตามถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หากจำเป็นต้องปรับมุมมอง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย กดดันโดยจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ได้อานิสงส์จากการปรับสถานะของผู้เล่นในตลาด หลังเงินเยนญี่ปุ่นไม่สามารถอ่อนค่าต่อเนื่องได้ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ได้ถูกจำกัดโดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่ต้องการรอลุ้น ถ้อยแถลงของประธาน FED ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า เงินดอลลาร์จะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และ ท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่ต้องการรอลุ้นถ้อยแถลงของประธาน FED ได้จำกัดให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4,620-4,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ FED ที่ Jackson Hole ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 21.00 น. ของคืนวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจผิดหวังกับ ถ้อยแถลงดังกล่าวของประธาน FED ที่อาจไม่ได้ส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED สอดคล้องกับ การทยอยลดบทบาทของการส่งสัญญาณผ่าน Forward Guidance ในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่ประธาน FED Kevin Warsh ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ทว่า ประธาน FED อาจกล่าวถึง Framework ในการตัดสินใจนโยบายการเงินของ FED เป็นหลัก โดยเฉพาะหลังให้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน (Task Forces) 5 ทีม เพื่อทบทวนการทำงานของ FED ซึ่งเรากังวลว่า หากประธาน FED ไม่ได้ส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินอย่างที่ตลาดคาดหวัง อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
ส่วนทางฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลัง (Capacity Utilization) ในเดือนกรกฎาคม ที่พอจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยได้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการกลับมาเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า โดยรวมเงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยจะมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่บริเวณ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และแถวโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอยู่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน) เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนสถานะถือครองที่ชัดเจน นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าตามโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้เล่นในตลาด (Month-end Flows) ทำให้ เรามองว่า เงินบาทจะยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นมากนัก จนกว่าจะเห็นการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ของผู้เล่นในตลาด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้บ้าง หลังรับรู้ ถ้อยแถลงของประธาน FED
อย่างไรก็ตาม เรามีความกังวลใจว่า ผู้เล่นในตลาดอาจผิดหวังกับถ้อยแถลงของประธาน FED ที่อาจไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจน เกี่ยวกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ทำให้ ประเด็นความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของ FED (FED Creditability) อาจกลับมากดดันตลาดการเงินได้อีกครั้ง โดยอาจสะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของ Term Premium ของบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ หนุนให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ สูงขึ้น ซึ่งหากผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยตาม เรามองว่า ภาพดังกล่าวอาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง พร้อมกับหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ และทำให้ เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่หากประธาน FED ส่งสัญญาณชัดเจน ไม่ต่างกับบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ ที่ออกมาแสดงความกังวลว่า นโยบายการเงินของ FED ยังไม่ตึงตัวมากพอ ที่จะคุมปัญหาเงินเฟ้อได้ และ FED ควรต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะยิ่งมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากขึ้น โดยอาจมีการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ (โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ระยะสั้น) ซึ่งจะกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้พอควร โดยในกรณีนี้ นั้น เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบ/ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายวัน และหากอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะทำให้ใน Time Frame รายสัปดาห์นั้น เงินบาทได้กลับสู่ แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” เช่นกัน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-33.05 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น