ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) บวก 1.44 จุด ดัชนี 1,605.88 จุด


 

ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,605.88 จุด บวก 1.44 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6,602.34 ล้านบาท (ณ เวลา 10.01 น.) 

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (23 ก.ย. 2569) คาดดัชนี SET แกว่งตัว Sideways-Up โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงช่วยคลายความกังวลด้านอุปทาน ขณะที่ตลาดยังติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หลายรายสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดบางส่วน แต่คาดว่าหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังมีโอกาสช่วยหนุนตลาด ตามการปรับขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีในตลาดโลก

ด้านปัจจัยทางเทคนิค แม้ดัชนีปรับตัวขึ้นแต่ยังมีแรงขายสลับเข้ามา หาก SET สามารถยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้ จะทำให้ภาพการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยประเมินแนวรับที่ 1,595 และ 1,590 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,615 และ 1,620 จุด

สำหรับกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น ยังมองว่า SET มีความผันผวนและมีความเสี่ยงด้านขาลง หลังดัชนียังไม่สามารถยืนเหนือแนวรับทางจิตวิทยาที่ 1,600 จุดได้อย่างมั่นคง ประกอบกับบรรยากาศลงทุนยังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัว หลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อน และ Dot Plot ส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้

นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความเสี่ยงด้านอุปทานและเงินเฟ้อ จึงแนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 3 ธีมลงทุน ได้แก่ กลุ่มได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินบาทอ่อน โดย Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงช่วยเพิ่มโอกาสนำกระแสเงินสดและตราสารที่ครบกำหนดไปลงทุนใหม่ในอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร BBL, KTB และประกันชีวิต TLI รวมถึงหุ้นส่งออกที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนอย่าง TU

หุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งมีรายได้ในประเทศเป็นหลักและมีโอกาสรับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ CPALL, CRC และกลุ่มการแพทย์ BCH, PR9

และหุ้นปันผลสูง ที่คาดว่าจะให้ Dividend Yield สม่ำเสมอมากกว่า 5% ต่อปี เพื่อสร้างกระแสเงินสดท่ามกลางตลาดผันผวน ได้แก่ BBL, KTB, FTREIT และ LHSC

ส่วนหุ้นเด่นประจำวัน เลือก CENTEL จากปัจจัยหนุนช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ประกอบกับเริ่มเห็นสัญญาณรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ทั้งโรงแรมในไทย มัลดีฟส์ และดูไบ คาดกำไรปกติปี 2569 เติบโต 18% ให้เป้าหมายระยะสั้น 45.50 บาท

และอีกตัวคือ GPSC ได้ปัจจัยบวกจากราคาเชื้อเพลิงลดลง รวมถึงโอกาสเติบโตจากการขยายกำลังผลิตตาม PDP2026 นโยบาย Direct PPA การลงทุนในอินเดียผ่าน Avaada Energy ตลอดจนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของ Data Center โดยให้เป้าหมายระยะสั้น 49.75 บาท

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 ก.ย. 2569 เวลา : 10:42:06

23-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 23, 2026, 12:02 pm