(440)(1020).jpg)
ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,605.88 จุด บวก 1.44 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6,602.34 ล้านบาท (ณ เวลา 10.01 น.)
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (23 ก.ย. 2569) คาดดัชนี SET แกว่งตัว Sideways-Up โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงช่วยคลายความกังวลด้านอุปทาน ขณะที่ตลาดยังติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หลายรายสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดบางส่วน แต่คาดว่าหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังมีโอกาสช่วยหนุนตลาด ตามการปรับขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีในตลาดโลก
ด้านปัจจัยทางเทคนิค แม้ดัชนีปรับตัวขึ้นแต่ยังมีแรงขายสลับเข้ามา หาก SET สามารถยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้ จะทำให้ภาพการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยประเมินแนวรับที่ 1,595 และ 1,590 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,615 และ 1,620 จุด
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น ยังมองว่า SET มีความผันผวนและมีความเสี่ยงด้านขาลง หลังดัชนียังไม่สามารถยืนเหนือแนวรับทางจิตวิทยาที่ 1,600 จุดได้อย่างมั่นคง ประกอบกับบรรยากาศลงทุนยังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัว หลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อน และ Dot Plot ส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความเสี่ยงด้านอุปทานและเงินเฟ้อ จึงแนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 3 ธีมลงทุน ได้แก่ กลุ่มได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินบาทอ่อน โดย Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงช่วยเพิ่มโอกาสนำกระแสเงินสดและตราสารที่ครบกำหนดไปลงทุนใหม่ในอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร BBL, KTB และประกันชีวิต TLI รวมถึงหุ้นส่งออกที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนอย่าง TU
หุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งมีรายได้ในประเทศเป็นหลักและมีโอกาสรับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ CPALL, CRC และกลุ่มการแพทย์ BCH, PR9
และหุ้นปันผลสูง ที่คาดว่าจะให้ Dividend Yield สม่ำเสมอมากกว่า 5% ต่อปี เพื่อสร้างกระแสเงินสดท่ามกลางตลาดผันผวน ได้แก่ BBL, KTB, FTREIT และ LHSC
ส่วนหุ้นเด่นประจำวัน เลือก CENTEL จากปัจจัยหนุนช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ประกอบกับเริ่มเห็นสัญญาณรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ทั้งโรงแรมในไทย มัลดีฟส์ และดูไบ คาดกำไรปกติปี 2569 เติบโต 18% ให้เป้าหมายระยะสั้น 45.50 บาท
และอีกตัวคือ GPSC ได้ปัจจัยบวกจากราคาเชื้อเพลิงลดลง รวมถึงโอกาสเติบโตจากการขยายกำลังผลิตตาม PDP2026 นโยบาย Direct PPA การลงทุนในอินเดียผ่าน Avaada Energy ตลอดจนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของ Data Center โดยให้เป้าหมายระยะสั้น 49.75 บาท
ข่าวเด่น