
ทิศทางราคาทองคำ
ภาพรวมราคาทองคำตลาดโลกเผชิญแรงขายหนักในวันจันทร์ โดยปรับตัวลงเกือบ 4% และทำจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 8 สัปดาห์บริเวณ 4,110 เหรียญ ขณะที่ราคาทองคำไทยลดลงมากกว่า 2,000 บาทต่อบาททองคำ ทำจุดต่ำสุดแถว 65,400 บาท ก่อนเช้าวันนี้เริ่มเกิด Technical Rebound โดยทองคำตลาดโลกกลับขึ้นมาบริเวณ 4,130 เหรียญ และทองคำไทยรีบาวด์สู่แถว 65,800 บาท แรงกดดันหลักมาจากความกังวลว่า Fed อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ โดยตลาดให้น้ำหนักราว 70% ต่อโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน ต.ค. ประกอบกับเจ้าหน้าที่ Fed หลายรายยังสนับสนุนการคุมเข้มนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ Bond Yield ปรับขึ้นตลอดเส้น Yield Curve โดย US 10Y Yield แตะ 5.25% สูงสุดตั้งแต่ปี 2007, US 30Y Yield แตะ 5.57% สูงสุดตั้งแต่ปี 2004 และ US 2Y Yield อยู่ที่ 4.93% ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ยังทรงตัวสูงบริเวณ 101.24 จุด ขณะที่เงินบาทอ่อนค่ามาแถว 33.60 บาทต่อดอลลาร์ ช่วยพยุงราคาทองคำไทยไว้บางส่วน ด้านราคาน้ำมันแม้ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับสูง โดย WTI บริเวณ 96.60 เหรียญ และ Brent ราว 103.09 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย และยังหนุนมุมมองว่า Fed อาจต้องคงนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป
ด้าน Fund Flow SPDR ซื้อเข้า 4.28 ตัน เพิ่มการถือครองเป็น 1,058.83 ตัน ส่งผลให้เดือนกันยายนซื้อสุทธิ 16.49 ตัน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปียังขายสุทธิ 13.16 ตัน สะท้อนว่าแม้ราคาทองคำเผชิญแรงขายอย่างหนัก แต่ยังมีแรงซื้อจากกองทุนเข้ามารองรับบางส่วน ประเมินว่า ระยะสั้นทองคำยังถูกกดดันจาก Bond Yield ดอลลาร์ และความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เป็นหลัก ขณะที่ตลาดจะจับตาทั้ง ราคาน้ำมัน ตัวเลขเงินเฟ้อ และข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยและแรงกดดันต่อทองคำในระยะถัดไป
วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำเริ่มเกิด Technical Rebound หลังปรับตัวลงแรง อย่างไรก็ตาม โครงสร้างราคายังอ่อนแอ หลังหลุด Fibonacci 61.8% บริเวณ 4,240 เหรียญ และลงมาทดสอบ Fibonacci 78.6% บริเวณ 4,110 เหรียญ รวมถึงหลุดเส้น EMA200 วัน ทำให้ภาพระยะสั้นถึงกลางยังอยู่ในแนวโน้มขาลง แม้ RSI และ MACD ใน Timeframe รายชั่วโมงเริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนการรีบาวด์
วิเคราะห์ว่าต้องจับตาราคาทองคำตลาดโลกเป็นหลัก โดยหากหลุด 4,000 เหรียญ อาจทำให้โครงสร้างระยะกลางถึงยาวอ่อนแอลงอย่างชัดเจน ขณะที่การปรับขึ้นในระยะสั้นยังมองเป็น Technical Rebound มากกว่าการกลับตัว และต้องติดตามว่าราคาจะสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านสำคัญได้หรือไม่ ส่วนทองคำไทยมีแนวรับระยะกลางบริเวณ 63,700 บาท
ประเมินกรอบระยะสั้นของ Gold Spot แนวรับอยู่ที่ 4,100 เหรียญ และ 4,050 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 4,200 เหรียญ และ 4,250 เหรียญ สำหรับ ทองคำในประเทศ (Thai Gold) แนวรับอยู่ที่ 65,000 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 66,500 บาท
ด้าน Gold COMEX (GCV26) แนวรับอยู่ที่ 4,100 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,200 เหรียญ ส่วน Gold Online Futures (GOU26) แนวรับอยู่ที่ 4,100 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,200 เหรียญ สำหรับ Gold Futures 10 บาท (GF10V26) แนวรับอยู่ที่ 65,400 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 66,900 บาท
โดยเน้นย้ำนักลงทุนว่า ราคาทองคำและราคาฟิวเจอร์สอาจจะแตกต่าง ดังนั้นการวิเคราะห์หรือ Arbitrage จะต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้
แนะนำซื้อขายในกรอบ "Down Trend" และพิจารณาการลดสถานะการซื้อลง รอให้เกิดสัญญาณกลับตัวตามกรอบแนวรับ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ราคาอาจปรับตัวลงต่อ พร้อมบริหารความเสี่ยง
- นักลงทุนที่ถือ Long Position
ลดสถานะการซื้อ หรือ Long position ในระยะสั้นต้องระมัดระวังแรงขาย เนื่องจากอยู่ในช่วงการปรับฐาน ราคาอาจจะขึ้นเพื่อลงต่อจนกว่าจะสร้างฐานราคาใหม่ได้
- นักลงทุนที่ถือ Short Position
แนะนำแบ่งปิดกำไรตามรอบ หากเปิดสถานะใหม่ควรรอเปิดสถานะบริเวณแนวต้าน และมีจุด Stop Loss ทุกครั้ง
ข่าวเด่น