(225)(478).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (1 ต.ค.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 50,926.56 จุด เพิ่มขึ้น 20.51 จุด หรือ +0.04%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,666.45 จุด เพิ่มขึ้น 14.91 จุด หรือ +0.19% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,871.60 จุด เพิ่มขึ้น 10.53 จุด หรือ +0.04% โดยตลาดฟื้นตัวหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ชะลอตัวลง หลังจากที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ในช่วงแรกของการซื้อขาย ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5.327% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี เนื่องจากตลาดพันธบัตรเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และบั่นทอนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ตลาดยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นหลังจากจีนประกาศระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือนต.ค. ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 2.71% ปิดที่ 92.87 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้น 4.37% ปิดที่ 102.31 ดอลลาร์/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรชะลอตัวลงในเวลาต่อมา เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาซื้อคืนในตลาดพันธบัตร นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวลงหลังจาก ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด ส่งสัญญาณว่า เฟดอาจสามารถอดทนรอคอยก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ หลังจากที่เพิ่งปรับขึ้น 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย.
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งมักเคลื่อนไหวตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเฟด ปรับตัวลง 0.10% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2568 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี และ 30 ปี ปรับตัวลง 0.05% และ 0.03% ตามลำดับ
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนส.ค.ที่ออกมาต่ำกว่าคาดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (30 ก.ย.) ซึ่งทำให้นักลงทุนปรับลดน้ำหนักต่อการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. ลงเหลือ 28.2% จากก่อนหน้านี้ที่ระดับ 68.6% ตามข้อมูลของ CME FedWatch
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ร่วงลง 1.30% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารร่วงลง 1.20% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.92% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 1%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้น 0.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ปรับตัวขึ้น 1% ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Accenture บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยหุ้น Accenture ปิดพุ่งขึ้น 15.78% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์รายได้ตลอดปีสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
หุ้น Micron Technology พุ่งขึ้น 3% หลังบริษัทเปิดเผยรายได้ในไตรมาสที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ทั้งนี้ ผลประกอบการของ Micron ได้ช่วยหนุนหุ้นผู้ผลิตชิปรายอื่น ๆ โดยหุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้น 1.1% และหุ้น, AMD บวก 0.65%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 197,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 200,000 ราย
สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตลดลงสู่ระดับ 54.5 ในเดือนก.ย. จากระดับ 54.6 ในเดือนส.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 54.8 แต่ดัชนียังคงสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยังคงขยายตัว และเป็นการขยายตัวเดือนที่ 8 ติดต่อกัน โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน
นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้ (2 ต.ค.) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.จะทรงตัวที่ 4.1%
ข่าวเด่น