(225)(480).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (6 ต.ค.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 51,521.28 จุด เพิ่มขึ้น 253.38 จุด หรือ +0.49% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,818.93 จุด เพิ่มขึ้น 44.98 จุด หรือ +0.58% โดยปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,599.79 จุด เพิ่มขึ้น 122.48 จุด หรือ +0.45% เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลหลังจากราคาน้ำมันย่อตัวลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันนี้ รวมทั้งรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนในสัปดาห์หน้า
นักวิเคระห์บริษัท Wealthspire Advisors ในนิวยอร์ก กล่าวว่า การย่อตัวลงของราคาน้ำมันช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลงด้วย ซึ่งปัจจัยนี้ช่วยหนุนตลาดดีดตัวขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 5.256% หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2545 เมื่อวันจันทร์ (5 ต.ค.) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอื่น ๆ ปรับตัวลงเช่นกัน รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งโดยทั่วไปมักตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมักจะปรับตัวตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนนี้ หลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ราคาน้ำมันย่อตัวลงในวันอังคาร เนื่องจากตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทาน หลังจากประเทศในกลุ่ม G7 มีมติเห็นพ้องในการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 21.6% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 70.9% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคพุ่งขึ้น 3.01% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้น 1.39% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวลง 0.16%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นด้วย โดยหุ้น Marvell Technology ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบชิป พุ่งขึ้น 5.8% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ในปี 2571 เนื่องจากมั่นใจว่าความต้องการชิปที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
หุ้น AMD ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิปรายใหญ่ ปรับตัวขึ้น 2.8% หลังจากลิซา ซู ซีอีโอของบริษัทประกาศแผนเพิ่มปริมาณการจัดส่งชิปอย่างมีนัยสำคัญในปี 2570 เพื่อตอบสนองความต้องการด้าน AI ที่กำลังเติบโตอย่างมาก
ฤดูกาลรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 3 จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ประเดิมด้วยผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรโดยรวมของบริษัทในดัชนี S&P500 จะเพิ่มขึ้น 30.6% เมื่อเทียบรายปี นำโดยกำไรในกลุ่มพลังงานที่คาดว่าจะพุ่งขึ้น 114.7% ตามด้วยกำไรในกลุ่มเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 66.5%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 13.7% สู่ระดับ 1.056 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.02 แสนล้านดอลลาร์ และถือเป็นการขาดดุลมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2568 โดยได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ทั้งนี้ ยอดนำเข้าในเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 4.3% สู่ระดับ 4.208 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.152 แสนล้านดอลลาร์
นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของเฟดในวันนี้ (7 ต.ค.) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามการคาดการณ์ของตลาด
ข่าวเด่น