(279)(605).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ 12 ตุลาคม ณ ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.51-33.65 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าเร่งขึ้นดอกเบี้ยรวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2027 ลงบ้าง ทั้งนี้ เงินบาทเผชิญแรงกดดันอยู่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง แม้จะพอได้แรงหนุนบ้างตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด และการปรับลดโอกาสบรรดาธนาคารกลางเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.40-33.70 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่มการเงิน บางส่วน หลังรายงานผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ต่างออกมาผสมผสาน ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมารีบาวด์ขึ้นบ้าง หลัง NY FED John Williams ระบุว่า FED ยังควรขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2027 ยังไม่มีความจำเป็น โดยถ้อยแถลงดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.3% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.02% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ย่อลง -0.2%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -0.1% ท่ามกลางแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากฝั่งสหรัฐฯ รวมถึงความกังวลต่อปัญหาฐานะการคลังของฝรั่งเศส และประเด็นความไม่แน่นอนของการเมืองยุโรป ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนราคาพลังงานในช่วงนี้
ตลาดบอนด์ – แม้ในช่วงแรก ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ได้ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.23% (หลังย่อตัวสู่ระดับ 5.18% ก่อนหน้า) ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ กอปรกับภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงินโดยรวม ได้ช่วยชะลอและจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และแม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ตามการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หลังผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ ขณะเดียวกัน แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ทำให้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ได้เป็นอีกปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลง สู่โซน 102.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.1-102.4 จุด)
ทองคำ – แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะได้แรงหนุนบ้าง ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ ทว่า ราคาทองคำกลับยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และจังหวะปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลง ก่อนจะรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง จากถ้อยแถลงของ NY FED John Williams หนุนให้ ราคาทองคำ ทรงตัวแถว 4,170 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญ คือ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ที่จะรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ (FED Beige Book) ที่จะรับรู้ในช่วงราว 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มดอกเบี้ย FED
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักยุโรป
ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI รวมถึง ยอดการส่งออกและนำเข้า ในเดือนกันยายน ทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ของญี่ปุ่น
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงประเด็นการเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้พอสมควร
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก ก่อนจะรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในช่วงราว 19.30 น. อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ในช่วงระหว่างวัน เนื่องจากมาเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank อาจสร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้บ้าง แต่โดยรวมเรามองว่า เงินบาทอาจยังพอมีโซนแนวรับแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านแรกอาจอยู่แถว 33.60 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ ควรติดตาม การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ รวมถึง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอควร ส่วนความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนราคาพลังงานในช่วงนี้ จะเป็นปัจจัยที่คอยกดดันเงินบาทอยู่ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ โดยหากอัตราเงินเฟ้อ CPI และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากกว่าชัดเจน อีกทั้ง สัดส่วนของราคาสินค้าและบริการ ที่เร่งตัวขึ้น ได้ทยอยปรับตัวลดลง (Inflation Breadth ส่งสัญญาณภาพการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อที่ดีขึ้น) อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย กดดันให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง พร้อมทั้งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งเปิดโอกาสให้ เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในทางกลับกัน หากอัตราเงินเฟ้อ CPI เร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราเชื่อว่า ผู้เล่นในตลาดจะกลับมากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทพอควร เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน ทดสอบโซน 33.65-33.70 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก (แนวต้านสำคัญยังคงอยู่แถว 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์)
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
ข่าวเด่น