ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (20 ต.ค.69) ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง ที่ระดับ 33.58 บาทต่อดอลลาร์


ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (20 ต.ค.69) ที่ระดับ 33.58 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.54-33.60 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการทยอยปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง สะท้อนผ่านการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงดังกล่าว กลับลดทอนความน่าสนใจถือครองเงินดอลลาร์ลงบ้าง อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากทั้ง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความวุ่นวายของประเด็นการเมืองยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ที่ยังคงสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ฝั่งยุโรป รวมถึงเงินยูโร (EUR)

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์ 
 
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ท่ามกลางแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดที่คงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI และแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าว โดยเฉพาะหลังมีข่าวการลงทุนใน Cloud Computing ระหว่าง Nscale กับ Anthropic ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึงกลุ่ม Healthcare ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ย่อลง -0.07% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.4% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +1.1%

ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -0.8% ท่ามกลางแรงขายหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึงหุ้นกลุ่มอื่นๆ ในตลาดหุ้นฝรั่งเศส อาทิ หุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองของฝรั่งเศสที่เกิดการประท้วงรุนแรงในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรป พอได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อย่าง ASML +1.3%

ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.15% อีกครั้ง ท่ามกลาง ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เข้าซื้อตอนบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน)หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลงเช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps 

ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความวุ่นวายการเมืองฝรั่งเศสที่กดดันเงินยูโร (EUR) แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้ลดความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 101.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.7-102.0 จุด)

ทองคำ – ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดบ้านสหรัฐฯ อาทิ ยอด Housing Starts และ ยอด Pending Home Sales รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ โดยเฉพาะ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนตุลาคม 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงประเด็นการเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้พอสมควร
 
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
 
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม แม้ว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลงบ้าง หากราคาทองคำยังคงปรับตัวลดลงเพิ่มเติม อีกทั้ง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทอยู่ แต่ เรามองว่า เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากเงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (สัปดาห์นี้จะขาดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ)นอกจากนี้ ในช่วงราว 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เงินบาทอาจได้แรงหนุนเพิ่มเติมบ้าง หากเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง กดดันเงินดอลลาร์ ในกรณีที่ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ไม่ได้ชะลอตัวลงมาก ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับสูงและอาจหนุนเงินเฟ้อเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ อนึ่ง เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านในช่วง 33.70 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวรับจะอยู่แถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยโซน 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นแนวรับถัดไป ก่อนโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
 
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
 
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 20 ต.ค. 2569 เวลา : 09:40:38

20-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 20, 2026, 11:17 am