ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (29 ต.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.74 บาทต่อดอลลาร์


 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (29 ต.ค.69) ที่ระดับ 33.74 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.80 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลัง FED มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.75-4.00% ตามคาด ทว่า ประธาน FED Kevin Warsh กลับไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในระยะข้างหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง โดยให้โอกาสราว 87% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ลดลงจาก 94% ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทได้ถูกจำกัด โดยจังหวะปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ทั้งนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลาง ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น จากรายงานข่าว รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ JD Vance ได้ติดต่อกับทางการอิหร่าน เพื่อเสนอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ ทยอยปรับตัวลงบ้าง แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงหนุนให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวในระดับสูงต่อ และจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงนี้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.65-33.85 บาท/ดอลลาร์
 
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากทั้ง การปรับตัวขึ้นของหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor ส่วนใหญ่ และมติคงดอกเบี้ยของ FED ตามที่ตลาดคาด ขณะที่ ประธาน FED ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในระยะข้างหน้า ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.2% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.3% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.3% อย่างไรก็ดี รายงานผลประกอบการของ Alphabet ที่ออกมาน่าผิดหวัง สวนทางกับ รายงานผลประกอบการของ Microsoft ที่ดีกว่าคาด ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI กดดันให้ สัญญาฟิวเจอร์สดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง และสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินเอเชียในช่วงเช้าของวันพฤหัสฯ

ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.1% แม้จะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่ม Healthcare และสินค้าอุปโภคบริโภค ตามรายงานผลประกอบการของบางบริษัทที่น่าผิดหวัง ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +1.3% รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธนาคารอังกฤษ หลังแผนงบประมาณอังกฤษมีการปรับขึ้นภาษีธนาคารน้อยกว่าที่ตลาดกังวลก่อนหน้า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ตอบรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
 
? ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน ไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซน 4.99%-5.05% หลังประธาน FED ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ FED ในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังถูกจำกัดโดย ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงนี้ สอดคล้องกับความกังวลของเราว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นบ้าง แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้ ตั้งแต่โซนเหนือ 5.00%) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps

ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย หลังประธาน FED ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในระยะข้างหน้า ทว่า การย่อตัวของเงินดอลลาร์ยังถูกจำกัด จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ทั้งผลการประชุม ECB และรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงสู่โซน 102.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.0-102.5 จุด)

ทองคำ – แม้จังหวะย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ จะพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้จำกัด การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ทำให้ ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3 และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 7 ปี

ทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยบรรดานักวิเคราะห์และเรา ต่างคาดว่า ECB จะเลือก “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate)” ที่ระดับ 2.50% หลังภาวะการเงิน (Financial Conditions) ทั่วยุโรป ได้ทยอยตึงตัวขึ้นมาก ตามแรงขายสินทรัพย์ฝั่งยุโรป จากทั้งประเด็นความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความวุ่นวายทางการเมืองและฐานะการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก อย่าง ฝรั่งเศส ทำให้ ECB ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า อัตราเงินเฟ้อที่ยังเสี่ยงอยู่ในระดับสูง ทำให้ ECB ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากจำเป็น (เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ในเดือนธันวาคม)

ส่วนในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 6.30-6.50 น. ตามเวลาประเทศไทยของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูล อัตราเงินเฟ้อของกรุงโตเกียว ในเดือนตุลาคม รวมถึง รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนกันยายน

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจต้องรอลุ้น ผลการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอล รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
 
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
 
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways หลังผลการประชุม FOMC ของ FED ล่าสุด ไม่ได้ให้ข้อมูลหรือสัญญาณใหม่ๆ ที่ชัดเจน ต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ทำให้ เงินดอลลาร์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways บนความเสี่ยง Two-way risk ที่จะขึ้นกับ 1) พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ 2) การตอบรับของผู้เล่นในตลาดต่อรายงานผลประกอบการของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet และ Microsoft ที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI อีกครั้ง โดยหาก ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อประเด็นการลงทุนใน AI มากกว่า ประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราคาดว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง พร้อมกับการปรับตัวลงอีกครั้งของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยหนุนทั้ง ราคาทองคำและเงินบาทได้ (อาจปิดโอกาส เงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ในระยะสั้น) ทว่า การปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราคงมองว่า เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน และอาจยังพอมีโซนแนวรับในช่วง 33.65-33.70 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์
 
ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลการประชุม ECB โดยหาก ECB คงดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต อาจสร้างแรงกดดันต่อ เงินยูโร (EUR) ให้อ่อนค่าลงบ้าง พร้อมกับหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ ซึ่ง เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุนเพิ่มเติม หากอัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ  โดยเฉพาะในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด
 
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
 
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
 
พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 29 ต.ค. 2569 เวลา : 10:42:30

29-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 29, 2026, 12:24 pm