
ทิศทางราคาทองคำ
ราคาทองคำยังคงทรงตัวบริเวณ 4,050 เหรียญ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติ 10 - 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75 - 4.00% ตามคาด โดยกรรมการ 2 รายสนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สะท้อนความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การประชุมครั้งถัดไปวันที่ 8–9 ธ.ค. ตลาดยังคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% โดยประเมินโอกาสอยู่ที่ 83–86% แม้ Fed ยังไม่ได้ส่งสัญญาณยืนยันการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความกังวลด้านนโยบายการเงินยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ยังทรงตัวในระดับสูงบริเวณ 102.1 จุด และ US 10Y Yield อยู่ใกล้ระดับ 5% แม้จะปรับลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่ยังเป็นปัจจัยจำกัดการรีบาวด์ของทองคำ ขณะที่ราคาน้ำมัน Brent ยังคงอยู่ในระดับสูงบริเวณ 115 เหรียญ จากความกังวลด้านอุปทานพลังงานในตะวันออกกลาง หลังกลุ่มฮูตีโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่
ด้านกองทุนทองคำ SPDR ซื้อเพิ่ม 1.71 ตัน ทำให้ถือครองอยู่ที่ 1,043.36 ตัน ขณะที่เดือน ต.ค. ขายสุทธิ 14.02 ตัน และตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิ 28.61 ตัน สะท้อนว่าเริ่มมีแรงซื้อกลับบางส่วน แม้ภาพรวม Fund Flow ยังคงเป็นการขายสุทธิ
ขณะที่คืนนี้ตลาดจับตาตัวเลขสำคัญ GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 3, เงินเฟ้อ PCE เดือน ก.ย. โดยหากเศรษฐกิจแข็งแกร่งและเงินเฟ้อยังสูง อาจเพิ่มความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. และกดดันทองคำต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเลขอ่อนแอกว่าคาดอาจช่วยหนุนการฟื้นตัวของราคา
วิเคราะห์ว่า ราคาทองคำระยะสั้นมีโอกาสทรงตัวในกรอบ 4,000–4,150 เหรียญ ขณะที่ทองคำในประเทศประเมินกรอบ 64,000–65,800 บาท โดยในช่วง 1 เดือนข้างหน้า ตลาดจะให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะเงินเฟ้อ เพื่อประเมินโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในเดือน ธ.ค. หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากดดัน ราคาทองคำมีโอกาสรักษาฐานบริเวณ 4,000 เหรียญ ได้
วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณรีบาวด์ดีขึ้น แม้ปัจจัยพื้นฐานยังไม่เอื้อต่อการปรับขึ้นและจำกัด Upside โดยตลอดสัปดาห์ราคายังสามารถรักษาฐานเหนือ 4,000 เหรียญ ได้ สะท้อนว่ายังมีแรงซื้อรองรับบริเวณแนวรับจิตวิทยาสำคัญ อย่างไรก็ตาม ราคาจำเป็นต้องผ่านแนวต้าน 4,100 เหรียญ เพื่อยืนยัน Momentum ฝั่งซื้อ ขณะที่ภาพรวมยังอยู่ในช่วงปรับฐานลักษณะ Sideway Down และมีความเสี่ยงปรับตัวลงต่อหากหลุดระดับ 4,000 เหรียญ
ประเมินกรอบระยะสั้นของ Gold Spot แนวรับอยู่ที่ 4,020 เหรียญ และ 3,980 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 4,100 เหรียญ และ 4,140 เหรียญ สำหรับ ทองคำในประเทศ (Thai Gold) แนวรับอยู่ที่ 64,200 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 65,200 บาท
ด้าน Gold COMEX (GCZ26) แนวรับอยู่ที่ 4,033 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,113 เหรียญ ส่วน Gold Online Futures (GOZ26) แนวรับอยู่ที่ 4,058 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,138 เหรียญ สำหรับ Gold Futures 10 บาท (GF10V26) แนวรับอยู่ที่ 64,500 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 65,500 บาท
โดยเน้นย้ำนักลงทุนว่า ราคาทองคำและราคาฟิวเจอร์สอาจจะแตกต่าง ดังนั้นการวิเคราะห์หรือ Arbitrage จะต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้
แนะนำพิจารณาซื้อขายตามกรอบ "Sideway Down" โดยรอซื้อเมื่อราคามีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน พร้อมทยอยแบ่งขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน อย่างไรก็ตามราคายังอยู่ในช่วงปรับฐานและมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงต่อ จึงควรระมัดระวังความผันผวนและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
- นักลงทุนที่ถือ Long Position
แนะนำพิจารณาซื้อเพิ่มเมื่อราคาอ่อนตัวใกล้แนวรับสำคัญ โดยรอสัญญาณแรงซื้อกลับเพื่อยืนยันการสร้างฐานราคา พร้อมกำหนดจุด Stop Loss เพื่อจำกัดความเสี่ยง
- นักลงทุนที่ถือ Short Position
แนะนำแบ่งปิดกำไรตามรอบ หากเปิดสถานะใหม่ควรรอเปิดสถานะบริเวณแนวต้าน และมีจุด Stop Loss ทุกครั้ง
ข่าวเด่น