ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวบริเวณ 33.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.40-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางปัจจัยสำคัญจากทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ภาวะเศรษฐกิจโลก และความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ
ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75-4.00% อย่างไรก็ตาม ยังคงส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะเข้มงวด โดยกรรมการ FOMC บางส่วนยังสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะที่ตลาดการเงินให้น้ำหนักสูงต่อความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมครั้งถัดไป สะท้อนแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณแข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ขยายตัว 3.4% ในรูปแบบปรับฤดูกาลและคำนวณเป็นอัตรารายปี (QoQ SAAR) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนกันยายนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และอาจเป็นปัจจัยจำกัดโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงขาย ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงประมาณ 2.8% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.94% และดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) อ่อนค่าลงสู่ระดับ 101.81 ซึ่งสะท้อนแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์จากทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ณ สิ้นเดือนตุลาคม ปิดที่ 113.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9.5% จากเดือนก่อนหน้า จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ Fed ดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป
ทั้งนี้ ทีทีบีมองว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะสั้นยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยได้รับแรงหนุนจากท่าทีด้านนโยบายการเงินที่ยังเข้มงวดของ Fed อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจช่วยจำกัดการแข็งค่าของดอลลาร์บางส่วน ขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามพัฒนาการทางการเมืองและปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางค่าเงินในระยะต่อไป
ข่าวเด่น