(279)(618).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (4 พ.ย.69) ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.79 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) และการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า เงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงร้อนแรงขึ้น สะท้อนผ่านการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ที่สูงขึ้น สู่ระดับราว 7.5 ล้านตำแหน่ง และยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน (Factory Orders) ที่ขยายตัว +1.8%m/m/ ดีกว่าคาด โดยภาพดังกล่าวยังได้กดดันให้ ราคาทองคำพลิกกลับมาทยอยปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 3,920-3,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.65-33.85 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนบ้างตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้นทั้งผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.4% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.4% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.8% นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semiconductor อย่าง AMD ที่ออกมาสดใสในช่วง After Close ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าว อาทิ AMD +5.5% และส่งผ่านอานิสงส์มายังตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้านี้
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.6% กดดันโดยแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML -1.6% นอกจากนี้ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กดดันให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงเกือบตลอดช่วงการซื้อ ขาย ของตลาดหุ้นยุโรป ส่งผลให้ ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงต่อเนื่อง อาทิ BP -1.8%, Shell -1.2%
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.97% ตามภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง กอปรกับราคาน้ำมันดิบกลับมาปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.92% อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.30%-5.35% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้ ตั้งแต่โซนเหนือ 5.00%) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมเป็นการทยอยแข็งค่าขึ้น หนุนโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด และภาพตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น สวนทางกับตลาดหุ้นยุโรป นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงหนุนเงินดอลลาร์อยู่ อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดต่างคงรอติดตาม ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 101.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.7-102.0 จุด)
ทองคำ – ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กอปรกับ จังหวะปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 3,970 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะย่อตัวลงและแกว่งตัวแถวระดับ 3,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในส่วนของผลการเลือกตั้งใน 10 เขต ที่ต้องจับตามอง เพื่อประเมินโอกาสการปรับสมดุลการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส อาทิ ผลการเลือกตั้งในพื้นที่ของรัฐ Kentucky, Indiana, Florida, Virginia, South Carolina, North Carolina, Ohio, Missouri และ Pennsylvania นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP และ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ในเดือนตุลาคม รวมถึง รอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ โดย EIA
ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนตุลาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ทางฝั่งเอเชียแปซิฟิก ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการบริการ ในเดือนตุลาคม หลังรายงานดัชนี PMI จากทางภาครัฐ ล่าสุด ได้ปรับตัวลง แย่กว่าคาด ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้เช่นกัน
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เสี่ยงทวีความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล้มเหลว ทั้งนี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการนับคะแนนในบรรดาพื้นที่เขตการเลือกตั้งสำคัญ ที่อาจชี้ชะตาการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส เนื่องจากโดยปกติ ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในช่วงแรก มักเกิดปรากฎการณ์ “Mirage” ที่คะแนนของผู้แทนจากพรรคการเมืองหนึ่ง เช่น Democrats อาจนำห่างจากพรรค Republicans ก่อนที่ผลการนับคะแนนจะพลิกกลับมาอีกข้าง เมื่อมีการนับคะแนนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังที่จะเห็นได้จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ล่าสุด
แม้ในช่วงระยะสั้น เงินบาทเสี่ยงผันผวนบ้าง ในช่วงผู้เล่นในตลาดรอลุ้นผลการเลือกตั้ง ทว่า หากผลการเลือกตั้งเป็นไปตามที่ผู้เล่นในตลาดคาด คือ พรรค Democrats จะกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส หรือแม้จะครองเสียงข้างมากได้แค่ในสภาผู้แทนฯ เราคงมุมมองเดิมว่า ภาพดังกล่าว กอปรกับ แนวโน้ม FED ใกล้จบการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลให้ เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก สอดคล้องกับภาพที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต หากพิจารณาตามสถิติผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2000 หรือแม้กระทั่งเมื่อประเมินจากสถิติการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ หากย้อนผลการเลือกตั้ง Midterms ไกลกว่านั้น ทั้งนี้ เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้หรือไม่นั้น จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางต้องไม่ทวีความรุนแรงขึ้นและเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ ถึงจะสามารถเห็นการกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้อีกครั้ง
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
ข่าวเด่น