เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นไหม มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน


 

อำนาจบนเวทีโลกแตกขั้ว และกติกาสากลที่เริ่มใช้ไม่ได้ กลายเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจพัฒนาไปสู่สถานการณ์คล้ายกับสภาพของสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ หากว่าสมดุลอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ ถูกล่วงล้ำจนทำให้ต่างฝ่ายถูกดึงเข้าสู่โหมดบังคับให้ต้องต่อสู้ เพื่อความอยู่รอดของขั้วอำนาจในฝ่ายตัวเอง
 
ในตอนนี้ โลกกำลังถูกปกคลุมไปด้วย 2 ขั้วอำนาจใหญ่ คือ 1.สหรัฐและพันธมิตร NATO รวมถึงชาติตะวันตก และ 2.จีนและพันธมิตร อันเป็นกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มอำนาจนิยมหรือเป็นคู่ขัดแย้งกับสหรัฐ เช่น รัสเซีย หรือ อิหร่าน โดยฝั่งของสหรัฐนั้น ในอดีตจัดเป็นขั้วอำนาจเพียงหนึ่งเดียว (Unipolar) ตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามเย็น แต่ปัจจุบันได้เกิดการผงาดของขั้วอำนาจใหม่นำโดยจีนขึ้นมา ทำให้พลวัตทางอำนาจเกิดการไหลออกจากขั้วอำนาจเดิมไปยังขั้วใหม่ ซึ่งทางสหรัฐ โดยเฉพาะในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการกุมอำนาจเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ของโลกดั่งเดิม ขณะที่ทางฝั่งของจีน ก็ต้องการแย่งชิงความเป็นผู้นำโลก ด้วยการความพยายามสร้างขั้วอำนาจที่ไม่ขึ้นกับสหรัฐและยุโรป เช่น การรวมกลุ่มของ BRICS Plus เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศโดยเป็นอิสระจากอิทธิพลของสหรัฐ การสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ BRI เพื่อเชื่อมโยงตลาดการค้าระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชียและยุโรป รวมไปถึงการแข่งขันกับสหรัฐในอีกหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การทหาร รวมถึงด้านภูมิรัฐศาสตร์
 
ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า สมดุลทางอำนาจในตอนนี้ มันเกิดจากแรงดึงระหว่าง 2 ขั้วอำนาจใหญ่ ที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ผ่านการแข่งขันดังกล่าว เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียว เสมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ดังนั้นจึงมาถึงจุดที่สหรัฐเพิ่มแรงดึงมากขึ้น ด้วยการบุกเข้ายึดบริหารประเทศเวเนซุเอลา และพยายามรุกคืบเอากรีนแลนด์มาเป็นของตัวเองเพื่อเรียกคืนอำนาจกลับเข้าสหรัฐ ขณะที่จีน ก็มีต้องการมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะไต้หวัน  เพื่อให้ได้มาซึ่งช่องแคบไต้หวัน (Taiwan Strait) อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะทำให้จีนมีอำนาจคุมทางทะเลและทางอากาศ ในบริเวณใกล้ญี่ปุ่น และแถบภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยรวมได้
 
สำหรับข้อกังวลที่ว่า ตอนนี้มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นจริง ในกรณีของสหรัฐ ปฏิบัติการณ์โจมตีเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร มาดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในสหรัฐ และเข้าไปควบคุมการบริหารประเทศ รวมถึงดูแลเรื่องของพลังงานในเวเนซุเอลาแบบไม่มีกำหนด ถือว่าเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ทำให้เกิดความตึงเครียดระดับโลก เพราะเหมือนกับเป็นสนามทดสอบว่าทรัมป์ จะดำเนินการอย่างอุกอาจไปได้ไกลแค่ไหน หากมีการท้าทายอำนาจสหรัฐขึ้นมา ซึ่งกรณีเวเนซุเอลาที่เสมือนเป็นสนามหญ้าหลังบ้านของสหรัฐ กำลังโดนจีนและรัสเซียแผ่ขยายอิทธิพล จึงถูกสหรัฐโจมตีด้วยข้ออ้างด้านความมั่นคงและการปราบปรามยาเสพติด
 
ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐได้สานต่อความตึงเครียดของปฏิบัติการณ์โจมตีเวเนซุเอลา ด้วยการใช้ข้ออ้างทำนองเดียวกันกับการบุกและยึดเรือบรรทุกน้ำมันดิบติดธงรัสเซีย โดยอ้างว่าเรือขนส่งน้ำมันผิดมาตรการคว่ำบาตร เพราะมีความเชื่อมโยงกับเวเนซุเอลา โดยเรือดังกล่าวถูกสหรัฐเปลี่ยนเส้นทาง จากที่จริงต้องไปที่จีน ให้มาที่สหรัฐแทน ซึ่งการยึดนี้เกิดขึ้นในน่านน้ำระหว่างประเทศ อันเป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเล ที่รัสเซียได้ประนามว่าสหรัฐทำการโจรกรรมทางทะเล ขัดกับกฎกติกาโลกที่วางร่วมกัน โดยเหตุการณ์นี้ เป็นการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจนโยบายด้านพลังงาน และสมดุลทางอำนาจต่อรัสเซีย จีน และอิหร่าน เพราะเจตนาของสหรัฐคือการตอบโต้กับพันธมิตรของเวเนซุเอลาด้วยการปฏิบัติการทางทหารและการยึดเรือเพื่อบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว
 
ดังนั้น ในสัปดาห์เดียวกัน 3 ชาติมหาอำนาจ ทั้งรัสเซีย จีน และ อิหร่าน รวมพลังในการซ้อมรบทางทะเล ภายใต้ชื่อการซ้อม “Will for Peace 2026” บริเวณน่านน้ำแอฟริกาใต้ โดยกำหนดสิ้นสุดวันที่ 16 มกราคม นี้ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการริเริ่มของสมาชิกกลุ่ม BRICS Plus เพื่อแสดงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ป้องกันการโจมตี และรักษาเสถียรภาพทางทะเลในระดับภูมิภาคและระดับโลก ที่รับประกันความปลอดภัยในการขนส่งทางเรือ รวมไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดำเนินการในทะเล โดยทางการทหารของจีน เปิดเผยว่า นอกจากจีน รัสเซีย และ อิหร่าน แล้ว ยังมีบราซิล อียิปต์ และ เอธิโอเปีย เข้าร่วมซ้อมรบด้วยในฐานะผู้สังเกตการณ์อีกด้วย
 
การความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของสามชาตินี้ หลายฝ่ายต่างมองว่า นี่คือ สัญญาณการรวมกลุ่มทางทหาร ของประเทศขั้วตรงข้ามที่มีข้อพิพาทกับสหรัฐ และพันธมิตรตะวันตก หลังจากสหรัฐละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ที่สะท้อนได้โดยนัยว่ากติกาโลกเริ่มแตกแล้ว ซึ่งในภายภาคหน้า มีความเสี่ยงสูงว่าสหรัฐ อาจกระทำการใด ๆ ที่ข้ามเส้นสมดุลทางอำนาจที่กำลังยื้อยุดภายใต้กรอบกฎหมายที่คุ้มครองอยู่ เช่น ในกรณีกรีนแลนด์ ที่ทรัมป์ต้องการอย่างยิ่งที่จะให้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ ผ่านข้ออ้างด้านความมั่นคง แต่ถูกปฏิเสธชัดเจนจากรัฐบาลกรีนแลนด์เอง และรัฐบาลเดนมาร์ก ซึ่งหากสหรัฐยังดึงดันและกดดันเพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนกรีนแลนด์ ก็จะเกิดรอยร้าวภายใน NATO และรัสเซียกับจีนที่กำลังขยายอิทธิพลในแถบอาร์กติกเหมือนกันย่อมไม่อยู่เฉยแน่นอน เป็นสนามชิงอำนาจระยะยาว ที่อาจเป็นจุดปะทุไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ เพียงแต่อาจไม่ใช่ชนวนเพียงหนึ่งเดียว แต่อาจมีหลายจุดปะทุในช่วงเวลาใกล้กัน เช่น ความขัดแย้งของจีน-ไต้หวัน ที่สหรัฐมีพันธะทางยุทธศาสตร์ (Strategic Ambiguity) รวมถึง ญี่ปุ่น,เกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์ และ ออสเตรเลีย ที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย ก็เป็นอีกหนึ่งความตึงเครียดที่พัฒนาไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เช่นกัน

LastUpdate 11/01/2569 22:16:44 โดย : Admin
12-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 20 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบัง

2. ตลาดหุ้นไทยปิด (9 ม.ค.69) บวก 0.49 จุด ดัชนี 1,254.09 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า ( 9 ม.ค.69) บวก 7.04 จุด ดัชนี 1,260.64 จุด

4. MTS Gold ราคาทองคำยังคงอยู่ในกรอบ "Sideway" แนวรับที่ 4,420-4,400 เหรียญ และแนวต้านที่ 4,500-4,520 เหรียญ

5. ตลาดหุ้นไทยเปิด (9 ม.ค.69) บวก 3.42 จุด ดัชนี 1,257.02 จุด

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (9 ม.ค. 69) พุ่งขึ้น 450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 67,300 บาท

7. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (8 ม.ค.69) ลบ 1.80 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐวันนี้

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (8 ม.ค.69) บวก 270.03 จุด หุ้นยุทโธปกรณ์พุ่งรับข่าวทรัมป์จ่อเพิ่มงบกลาโหมสูงถึง 1.5 ล้านล้าน$

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.35-31.60บาท/ดอลลาร์

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (9 ม.ค.68) ประเทศไทยอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงอีก 1-2 องศา "ยอดดอย" 2 องศา "ยอดภู" 5 องศา

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (9 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์

12. ข่าวดี! กบน.ไฟเขียว ลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล ลง 50 สตางค์ต่อลิตร บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน มีผลพรุ่งนี้

13. ตลาดหุ้นปิด (8 ม.ค.68) ลบ 27.22 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,253.60 จุด

14. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (8 ม.ค.69) ลบ 17.85 จุด ดัชนี 1,262.97 จุด

15. ตลาดหุ้นไทยเปิด (8 ม.ค.69) ลบ 15.25 จุด ดัชนี 1,265.57 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 12, 2026, 3:07 am