เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะชะลอตัวลงในปี 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และความท้าทายภายในประเทศ


 
• เศรษฐกิจ CLMV ในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง โดย SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะขยายตัว 5.6% ในปี 2569 ลดลงจาก 6.4% ในปี 2568 สะท้อนผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตลอดทั้งปีและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

 
• แรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้น โดยผลกระทบจากอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความเสี่ยงจากการประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติมเช่น ภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้า คาดว่าจะกดดันเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก นอกจากนี้ ความท้าทายดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า

 
• แรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บางส่วน อุปสงค์ภายในประเทศจะช่วยรองรับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงได้ระดับหนึ่ง แต่ความเปราะบางในประเทศยังคงอยู่ โดย NPL ที่เพิ่มขึ้นยังเป็นความเสี่ยงเสถียรภาพระบบการเงินที่สำคัญของเศรษฐกิจ CLMV โดยรวม ขณะที่ สปป.ลาว เผชิญภาระหนี้ต่างประเทศระดับสูงและความผันผวนของค่าเงิน ส่วนกัมพูชาและเมียนมายังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง

• เวียดนามมีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่อง จากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศที่เข้มแข็ง การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และความต่อเนื่องของการปฏิรูประบบราชการ

 
• การค้าและการลงทุนของไทยใน CLMV มีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 ท่ามกลางอุปสงค์ในภูมิภาคที่ชะลอลง ความไม่แน่นอนของการค้าโลกที่เพิ่มขึ้น และปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมใน CLMV ที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากร ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

 
เศรษฐกิจ CLMV มีแนวโน้มชะลอตัวในปี 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยเชิงโครงสร้างในประเทศ

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

 
อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

 
แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาวในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค CLMV 

เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เวียดนามเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำสูง โดยเฉพาะภาคส่งออก จากเศรษฐกิจและนโยบายโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน 

 
เศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย แม้เสถียรภาพด้านการคลังยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่รายได้ภาครัฐที่จำกัดและหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงอาจจำกัดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
 
เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านต่ำยังคงกดดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหนี้ของรัฐวิสาหกิจ (SOEs) ที่อยู่ในระดับสูง และขีดความสามารถในการรองรับแรงกดดันเพิ่มเติมจากภายนอกที่มีจำกัด

เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปอาจไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านต่ำให้กับเศรษฐกิจเมียนมาได้

 
การค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV ในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง

การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

 
แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

 
 
อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่… https://www.scbeic.com/th/detail/product/CLMV-outlook-jan26

ผู้เขียนบทวิเคราะห์ : กุศลิน จารุชาต (kusalin.charuchart@scb.co.th) นักเศรษฐศาสตร์

 ภาวัต แสวงสัตย์ (pawat.sawaengsat@scb.co.th) นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) SCB EIC Online: www.scbeic.com Line: @scbeic
 

บันทึกโดย : วันที่ : 13 ม.ค. 2569 เวลา : 15:44:23
13-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นปิด (13 ม.ค.2569) ลบ 6.90 จุด ดัชนี 1,235.30 จุด

2. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (13 ม.ค.69) ลบ 5.63 จุด ดัชนี 1,236.57 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ประเมินแนวรับไว้ที่บริเวณ 4,550-4,530 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,630-4,650 เหรียญ

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.15-31.40บาท/ดอลลาร์

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (12 ม.ค.69) พุ่งทำนิวไฮ บวก 113.80 ดอลลาร์ นักลงทุนแห่ซื้อทอง กังวลทรัมป์สั่งสอบพาวเวล

6. ตลาดหุ้นไทยเปิด (13 ม.ค.69) บวก 6.01 จุด ดัชนี 1,248.21 จุด

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่ิอคืน (12 ม.ค.69) ทำนิวไฮบวก 86.13 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคฯ และ Walmart

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 ม.ค.69) ทั่วไทยอุณหภูมิสูงขึ้น 1 - 2 องศา แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวบริเวณประเทศไทยตอนบน "ยอดดอย - ยอดภู" หนาวถึงหนาวจัด 4 องศา

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (13 ม.ค. 69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 68,750 บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (13 ม.ค.69) ทรงตัวที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 15 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบางใหญ่-บางคูลัด

12. ตลาดหุ้นไทยปิด (12 ม.ค.69) ลบ 11.89 จุด ดัชนี 1,242.20 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำทิศทางขาขึ้น แนวรับไว้ที่บริเวณ 4,550-4,520 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,600-4,630 เหรียญ

14. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (12 ม.ค.69) ลบ 5.77 จุด ดัชนี 1,248.32 จุด

15. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.10 - 31.70 หลังอัตราว่างงานสหรัฐฯลดลง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 13, 2026, 9:06 pm