เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ "ปี 2025 จีนบรรลุเป้าหมาย GDP ที่ 5% ท่ามกลางสัญญาณกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ"


ในปี 2025 เศรษฐกิจจีนเติบโตอยู่ที่ 5% ตามเป้าหมายของทางการจีน (รูปที่ 1) ได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากภาคการส่งออกที่เติบโตดีกว่าคาดการณ์ แม้การส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ จะหดตัวอยู่ที่ -20% จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของทางสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนเม.ย.2025 แต่การส่งออกไปอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม และไทย รวมถึงการส่งออกไปยุโรปที่เติบโตดีช่วยหนุนการส่งออกจีนปี 2025 ให้เติบโตได้อยู่ที่ 5.5% (รูปที่ 2) อย่างไรก็ตาม กิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศยังส่งสัญญาณอ่อนแอ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4/2025 ที่เศรษฐกิจจีนเติบโตอยู่ที่ 4.5% ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2022 โดยมี 2 ปัจจัยกดดันสำคัญ ดังนี้

1. การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวอยู่ที่ -3.8% โดยการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเริ่มส่งสัญญาณหดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 (รูปที่ 3) ได้รับปัจจัยกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัวต่อเนื่องอยู่ที่ -17.2% และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่หดตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ -2.2%

2. ช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ตัวเลขยอดค้าปลีกเติบโตชะลอลง โดยไตรมาส 4/2025 เติบโตเพียง 0.7%YoY ต่ำกว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ที่เติบโตเฉลี่ยราว 4% ส่งผลให้ยอดค้าปลีกทั้งปีเติบโตอยู่ที่ 3.7% สะท้อนกว่าผลของมาตรการของเก่าแลกของใหม่ (Trade-in Program) หนุนการใช้จ่ายในประเทศได้จำกัด

 
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2026 ทางการจีนจะยังผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (7-days revese repo rate) และสัดส่วนสำรองเงินตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์ (Reserve Requirement Ratio) โดยล่าสุดวันที่ 15 ม.ค.2026ธนาคารกลางจีนได้ปรับลดดอกเบี้ยเฉพาะภาคส่วน (Relending และ Rediscount Rate) ลง 0.25% อีกทั้งฝั่งนโยบายการคลังคาดมีการผ่อนคลายต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปี 2026 เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปี 2025 โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 4.2% มี 4 ปัจจัยสำคัญที่น่าจับตา ดังนี้

 
1. ภาคอสังหาริมทรัพย์จะยังเป็นปัจจัยกดดันหลักสำคัญของเศรษฐกิจต่อเนื่องจากในปีก่อน แม้ปี 2026 ทางการมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งยังมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งคาดว่าจะยังเป็นปัญหาสำคัญที่จะยังเกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2026

2. ปัญหาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นจีนจะส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินกระตุ้นทางการคลัง แม้ทางการจีนจะมีแนวโน้มผ่อนคลายมาตรการทางการคลัง แต่เม็ดเงินบางส่วนคาดถูกนำมาใช้ในการจัดการปัญหาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้วงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีจำกัด (รูปที่ 4)

3. ในระยะสั้นมาตรการ Anti-Involution ที่ทางการจีนจะนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสงครามราคา และกำลังการผลิตส่วนเกินอาจทำให้เกิดการควบรวมกิจการ และลดการผลิต ซึ่งหากไม่มีมาตรการมารองรับเพียงพอจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในประเทศ ซึ่งจะกดดันต่อเนื่อง ถึงการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2026 ทางการจีนได้เริ่มปรับเกณฑ์ใหม่ในรถยนต์ Hybrid ที่จะเข้าเกณฑ์นำมาลดหย่อนภาษี โดยให้มีระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 100 กิโลเมตรจากเดิมที่ 43 กิโลเมตร เพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมรถยนต์ผลิตรถยนต์คุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้ปรับลดมูลค่าลดหย่อนภาษีของรถไฟฟ้าสูงสุดต่อคันลง

4. สงครามการค้าระหว่างจีน และสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ยังมีความไม่แน่นอนจะกดดันการส่งออกของจีนในปี 2026 แม้ว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะสิ้นสุดในเดือนพ.ย.2026 แต่คาดว่าระหว่างทางยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการค้าของจีนกับชาติอื่น ๆ คาดมีเพิ่มขึ้น

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 20 ม.ค. 2569 เวลา : 13:18:28
22-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นปิด (21 ม.ค.69) บวก 21.19 จุด ดัชนี 1,317.56 จุด

2. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (21 ม.ค.69) บวก 19.00 จุด ดัชนี 1,315.37 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำโลกได้ทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ในปีนี้แล้วเป็นครั้งที่ 5 ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับ 4,750-4,700 เหรียญ แนวต้าน 4,850-4,900 เหรียญ

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (20 ม.ค.69) พุ่ง 170.40 ดอลลาร์ ทำนิวไฮยืนเหนือ $4,700 รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (20 ม.ค.68) ร่วง 870.74 จุด วิตกกังวลข้อพิพาทการค้าสหรัฐ-ยุโรป

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 ม.ค.68) มวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคอีสาน ส่งผลภาคอีสานอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิลดลง 1-2 องศา

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (21 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (21 ม.ค. 69) พุ่งพรวด 1,050 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 71,450 บาท

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (21 ม.ค.69) เวลา 9.57 น. ดัชนีอยู่ที่ 1,301.65 จุด บวก 5.28 จุด มูลค่าการซื้อขาย 4,805.41 ล้านบาท

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.80-31.10 บาท/ดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 22 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 2

12. ตลาดหุ้นปิด (20 ม.ค.69) บวก 13.17 จุด ดัชนี 1,296.37 จุด

13. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (20 ม.ค.69) บวก 18.63 จุด ดัชนี 1,301.83 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้ม "Sideway Up" ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับที่บริเวณ 4,650- 4,620 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,700-4,720

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.10-31.35 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 22, 2026, 9:11 am