เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ "แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% จากความเสี่ยงภายนอกและการเมืองในประเทศ"


แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.6% จากประมาณการ 2.0% ในปี 2568 ท่ามกลางความเสี่ยงสูงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

การส่งออกที่เคยเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีความเสี่ยงหดตัวที่ -1.2% โดยมีรายละเอียดดังนี้

· แรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น หลังจากมีการเร่งส่งออกไปมากในปี 2568 โดยการส่งออกสินค้าที่โดนเรียกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 และ Reciprocal tariff มีแนวโน้มชะลอตัวลง นอกจากนี้ มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้า ICs และสินค้าในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

· การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลง และเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันทิศทางการส่งออกไทยเพิ่มเติม โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่า การค้าโลกจะขยายตัวได้เพียง 0.5% จาก 2.4% ในปีก่อนหน้า ขณะที่จีนยังคงเผชิญปัญหาอุปทานส่วนเกินแม้มีการดำเนินมาตรการ anti-involution ที่ลดกำลังการผลิตส่วนเกินเพื่อแก้ปัญหาการตัดราคา เช่น การกำหนดโควตาสำหรับผลผลิต และสนับสนุนการควบรวมกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น แต่ปริมาณสินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การส่งออกไทยยังเผชิญการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจีนทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกอื่นๆ

· การส่งออกไทยปี 2569 ไปตลาดหลัก อย่างเช่น สหรัฐฯ อาเซียน และญี่ปุ่น มีแนวโน้มหดตัวในปี 2569 ขณะที่การส่งออกไปยังจีนและยูโรโซนคาดว่า จะยังขยายตัวเป็นบวกได้ แต่ชะลอลง จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร

สหรัฐฯ: การส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -5.8% จากฐานที่สูงในช่วงก่อนหน้าซึ่งมีการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ประกอบกับอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่ชะลอลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งคาดว่าจะหดตัว -10.5% (contribution to growth -6.0%) นำโดยสินค้าที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 232 เช่น วงจรรวม ไดโอด และทรานซิสเตอร์ในกลุ่มกึ่งตัวนำ อย่างไรก็ดี หากสินค้าดังกล่าวไม่ถูกจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จะหดตัวลดลงเหลือ -4.2% และช่วยให้ภาพรวมการส่งออกไทยปี 2569 หดตัวเพียง -0.8% ขณะที่สินค้าที่ยังคาดว่าขยายตัวได้ ได้แก่ Hard Disk Drive และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เช่น อุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แม้อัตราการเติบโตจะชะลอลงจากปีก่อน

อาเซียน: การส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -3.5% นำโดยการส่งออกพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงที่คาดว่าจะหดตัว -17.9% (contribution to growth -1.6%) และการส่งออกทองคำที่มีแนวโน้มลดลง รวมถึงการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มชะลอตัวลง ตามห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้การส่งออกไทยไปกัมพูชาผ่านชายแดน (สัดส่วนราว 6% ของการส่งออกไทยไปอาเซียน) ลดลงไปเกือบ 100%

ญี่ปุ่น: การส่งออกมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% จากการชะลอลงของการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนที่คาดว่าจะลดลง -3.4% (contribution to growth -0.3%) แม้ญี่ปุ่นยังสามารถรักษากำลังการผลิตในประเทศได้ แต่ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตจีน เช่นเดียวกับสินค้าเคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติก นอกจากนี้ ตลาดญี่ปุ่นไม่ได้แรงหนุนจากกระแส AI และ data center เทียบกับประเทศอื่นๆ ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้รับอานิสงส์

จีน: การส่งออกคาดว่าจะยังขยายตัวได้ที่ 1.2% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ 5.5% (contribution to growth 1.3%) ตามอุปสงค์ในประเทศของสินค้าที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ AI และ data center รวมถึงการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี อาหารปรุงแต่ง ผลไม้กระป๋อง และน้ำตาล ที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้บางส่วนจากฐานที่อยู่ในระดับต่ำ

สหภาพยุโรป: การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 0.9% โดยได้รับแรงหนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังสามารถขยายตัวได้ที่ 1.7% (contribution to growth 0.7%) ประกอบกับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร (food security)

ในปี 2569 ถึงจะมีการบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) แต่คาดว่าผลกระทบต่อการส่งออกไปสหภาพยุโรปคงมีไม่มาก เนื่องจากการส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมที่เป็นสินค้ากลุ่มแรกที่โดนบังคับใช้ภาษี CBAM มีสัดส่วนเพียง 2.3% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหภาพยุโรป
 
รูปที่ 1 การส่งออกไทยปี 2569 คาดหดตัวเล็กน้อย โดยมีแรงกดดันจากตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก

 
 
รูปที่ 2 การส่งออกในเกือบทุกหมวดสินค้าคาดหดตัวในปี 2569 
 

 
· วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังหนุนการส่งออกไทย แต่ในทิศทางที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น HDD, PCB และคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดี ทิศทางการส่งออกของสินค้าในหมวดดังกล่าวในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากคำสั่งซื้อส่วนหนึ่งได้เร่งตัวไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฐานการเติบโตอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุปสงค์โลกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นหลังรอบการอัปเกรดอุปกรณ์ไอทีได้ผ่านไปแล้ว และมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์

· ประเด็นศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจมีคำสั่งระงับและยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งจะมีผลต่อไทยผ่านภาษี Reciprocal tariff ที่ถูกจัดเก็บในอัตรา 19% อาจส่งผลให้มีการเร่งส่งออกสินค้าอีกระลอก แต่คาดว่าแรงหนุนจะมีจำกัดภายใต้ฐานที่สูงในปีก่อนหน้าและอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ในขณะที่คู่ค้าอื่นๆ ของสหรัฐฯ ก็จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน โดยเฉพาะจีนที่อัตราภาษีจะลดลงเหลือ 27.6% จากเดิมที่ 47.6% ส่งผลให้สินค้าบางประเภทของไทยที่เคยได้ประโยชน์จากอัตราภาษีภายใต้ IEEPA ที่ต่ำกว่าจีน เช่น เครื่องปรับอากาศ อาจสูญเสียความได้เปรียบดังกล่าวไป รวมถึงสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางการค้าอื่นๆ ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ดังนี้

มาตรา 232 ที่ให้อำนาจเก็บภาษีสินค้านำเข้าโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

มาตรา 301 ที่ใช้ตอบโต้ประเทศที่มีการค้าที่ไม่เป็นธรรม

มาตรา 122 ที่ให้อำนาจในการกำหนดมาตรการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน

มาตรา 201 (safeguard) ที่ให้อำนาจเก็บภาษีหรือกำหนดโควตาชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

ดังนั้นความเสี่ยงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันการค้าโลกในภาพรวม

การนำเข้ามีแนวโน้มชะลอลงในทิศทางเดียวกับการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าขั้นกลางและสินค้าทุน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งเห็นการขยายตัวในระดับสูงในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การนำเข้าน้ำมันดิบอาจปรับลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ดี การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค

โดยเฉพาะจากจีน คาดว่าจะยังขยายตัวเป็นบวก โดยมาตรการ De Minimis ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่น่าจะกระทบปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยในปี 2569 ยังเกินดุลแต่น้อยกว่าปี 2568

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 34.1 ล้านคน จาก 32.97 ล้านคนในปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.5% มาอยู่ที่ 1.61 ล้านล้านบาท (contribution to GDP growth 0.3%) ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวไทยยังเผชิญการแข่งขันจากประเทศในภูมิภาค ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก นอกจากนี้ ประเด็นด้านความปลอดภัยยังคงกดดันความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

ค่าเงินบาทในระยะสั้นยังคงแนวโน้มแข็งค่า โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในช่วงสิ้นปี 2569 มีโอกาสกลับมาอ่อนค่าที่ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

อุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลง ขณะที่ภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย แต่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.8% จาก 2.6% ในปีก่อนหน้า สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรงลง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว

· การใช้จ่ายในสินค้าคงทนมีแนวโน้มชะลอลงมากที่สุด สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ที่คาดว่าจะหดตัวที่ -1.7% หลังจากขยายตัวประมาณ 4.8% ในปี 2568 เนื่องจากยอดขายรถยนต์ BEV ที่เร่งตัวขึ้นมากจากประเด็นสงครามราคาและการที่มาตรการ EV 3.0 จะหมดอายุสิ้นปี 2568 ขณะที่การใช้จ่ายในภาคบริการยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของการบริโภคภาคเอกชน 
 
รูปที่ 3 การบริโภคภาคเอกชนคาดโตชะลอลง โดยเฉพาะจากสินค้าคงทนและกึ่งคงทนเป็นหลัก
 

· ในไตรมาส 1/2569 แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะลดลงอย่างมีนัย หลังมาตรการคนละครึ่งพลัสสิ้นสุดลง และไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษี (Easy E-Receipt) เหมือนกับในไตรมาส 1/2568 ประกอบกับงบกลางปี 2569 ที่เหลืออยู่เพียงราว 5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้พื้นที่ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้มีจำกัด

· ขณะเดียวกัน ช่วงการเลือกตั้งคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกในระยะสั้นๆ ต่อภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและที่พัก การขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงภาคค้าปลีก

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตและภาคก่อสร้าง โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง การลงทุนในที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มซบเซาจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ

อย่างไรก็ดี การลงทุนเอกชนได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ของภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเร่งรัดกระบวนการลงทุน คาดว่าจะช่วยพยุงการลงทุนภาคเอกชนได้บางส่วน โดยเฉพาะในด้านการลงทุนเครื่องจักร อุปกรณ์ และการพัฒนาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

แต่ผลบวกดังกล่าวมีแนวโน้มทยอยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี

การใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐคาดว่าจะชะลอลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่คาดว่าจะต่ำลงในช่วงระหว่างการเลือกตั้งและรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกรอบงบประมาณสำหรับการลงทุนภาครัฐ (รวมรัฐวิสาหกิจ) ในปี 2569 ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก

ภาคการผลิตของไทยมีแนวโน้มยังคงซบเซา โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) คาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน จากคำสั่งซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อ่อนแรง ประกอบกับยังเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่สูง ซึ่งกดดันการผลิตในเกือบทุกหมวดหลัก อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารและเครื่องดื่ม ให้ยังคงหดตัว

ขณะที่ผลผลิตภาคการเกษตรอาจลดลงจากปีก่อนหน้าตามปริมาณน้ำสำหรับใช้เพาะปลูกมีแนวโน้มน้อยลงจากสภาพภูมิอากาศที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะปกติ (neutral) ตั้งแต่ในไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ รายได้เกษตรกรยังมีแนวโน้มหดตัวเพราะยังเผชิญการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ข้าวซึ่งอินเดียในฐานะผู้ส่งออกหลักในตลาดโลกยังคงเพิ่มการส่งออก 
 
รูปที่ 5 ในปี 2569 MPI คาดว่าจะปรับลดลงในเกือบทุกหมวดสินค้า
 

ปัจจัยการเมืองในประเทศยังเป็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ยังมีโอกาสที่งบประมาณปี 2570 จะเร่งให้ใช้ได้ทันปลายปี 2569 แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป จะกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 2570 การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านเงินฝืด โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกที่ 0.4% จากแรงกดดันด้านอุปทานที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะราคาสินค้าอาหารสดที่ฟื้นตัวจากฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่ราคาพลังงานโลกปรับลดลง

· สมมติฐานราคาน้ำดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย 62 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ปรับลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 ที่เฉลี่ย 68.3 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล

· ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลล่าสุดได้ปรับลดลง 50 สตางค์ มาอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 9 มกราคม 2569 และยังมีแนวโน้มปรับลดได้เพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี สอดคล้องกับแนวโน้มราคาน้ำมันโลกและสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569

· นโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น อาทิ ปรับลดค่าไฟฟ้าและค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อต่อไปในระยะข้างหน้า

· อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังขยายตัวแต่ในอัตราที่ชะลอลงที่ 0.5% ตามภาวะกำลังซื้อในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเงินฝืดยังคงมีอยู่ สะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ลดลงเริ่มมีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อที่มากขึ้น 
 
รูปที่ 6 เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 คาดพลิกกลับเป็นบวก ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาด
 
 
รูปที่ 7 ความเสี่ยงด้านเงินฝืดมีเพิ่มขึ้น จากสัดส่วนสินค้าที่ราคาติดลบล่าสุดกว่า
 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ากนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความเสี่ยงด้านขาลงที่เพิ่มขึ้น โดยในอดีตดอกเบี้ยนโยบายเคยไปต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงวิกฤติโควิด ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจอาจจะต้องปรับแย่ลงกว่าคาดมาก กนง. ถึงจะปรับลดดอกเบี้ยไปถึงระดับ 0.5% ในปีนี้

กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะชะลอเหลือ 1.6% จาก 2.0% ในปีก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันหลักจากการส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัวจากฐานสูง การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักยังมาจากการบริโภคภาคเอกชน แต่แรงส่งมีทิศทางอ่อนลงตามอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาวะสินเชื่อหดตัว นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบกับการเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้แรงหนุนจากภาครัฐลดลง
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 21 ม.ค. 2569 เวลา : 16:47:02
22-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นปิด (21 ม.ค.69) บวก 21.19 จุด ดัชนี 1,317.56 จุด

2. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (21 ม.ค.69) บวก 19.00 จุด ดัชนี 1,315.37 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำโลกได้ทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ในปีนี้แล้วเป็นครั้งที่ 5 ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับ 4,750-4,700 เหรียญ แนวต้าน 4,850-4,900 เหรียญ

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (20 ม.ค.69) พุ่ง 170.40 ดอลลาร์ ทำนิวไฮยืนเหนือ $4,700 รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (20 ม.ค.68) ร่วง 870.74 จุด วิตกกังวลข้อพิพาทการค้าสหรัฐ-ยุโรป

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 ม.ค.68) มวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคอีสาน ส่งผลภาคอีสานอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิลดลง 1-2 องศา

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (21 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (21 ม.ค. 69) พุ่งพรวด 1,050 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 71,450 บาท

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (21 ม.ค.69) เวลา 9.57 น. ดัชนีอยู่ที่ 1,301.65 จุด บวก 5.28 จุด มูลค่าการซื้อขาย 4,805.41 ล้านบาท

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.80-31.10 บาท/ดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 22 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 2

12. ตลาดหุ้นปิด (20 ม.ค.69) บวก 13.17 จุด ดัชนี 1,296.37 จุด

13. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (20 ม.ค.69) บวก 18.63 จุด ดัชนี 1,301.83 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้ม "Sideway Up" ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับที่บริเวณ 4,650- 4,620 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,700-4,720

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.10-31.35 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 22, 2026, 9:11 am