แบงก์-นอนแบงก์
ธนาคารไทยเครดิตโชว์ผลงานแกร่ง ทำสถิติกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4,016 ลบ. ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ตอกย้ำการเติบโตอย่างสมดุลและแข็งแกร่ง


ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (CREDIT) ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 โดยสามารถสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4,016.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,174.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ ประกอบกับรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นจากรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และคุณภาพสินเชื่อดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.95 บาทในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 3.25 บาท สำหรับทั้งปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย

ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตในช่วงปี 2568 มาจากการขยายตัวของสินเชื่อรวม จำนวน 18,707.0 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.5% ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ของธนาคารอยู่ที่ 181,865.6 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของธนาคาร ทั้งนี้ ธนาคารยังคงรักษาการเติบโตที่โดดเด่นของกลุ่มธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME ที่ขยายตัว 13.1% สินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น 10.6% และสินเชื่อบุคคลที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 41.6% สะท้อนถึงความสามารถในการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพและสมดุล

ขณะเดียวกัน ด้วยการบริหารความเสี่ยงและการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ธนาคารสามารถลดผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ได้ถึง 22.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (Gross NPLs Ratio) อยู่ที่ระดับ 4.2% ทั้งนี้ แม้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะปรับลดลงจากปีก่อน แต่ธนาคารยังสามารถรักษาระดับให้อยู่ในเกณฑ์สูงได้ที่ 7.5% สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารโครงสร้างรายได้และต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้กำไรสุทธิต่อส่วนของเจ้าของ (ROE) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่ 18.27%

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า “ความสำเร็จของการดำเนินงานปี 2568 เป็นผลมาจากการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ควบคู่กับการยึดกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการในทุกช่วงเวลา ธนาคารพร้อมเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานราก พร้อมกันนี้ ธนาคารยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยตั้งเป้ารักษาอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง โดยตั้งเป้าควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 4.5% เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน”

ภายใต้ปรัชญา “ทุกคนคือคนสำคัญ” ธนาคารไทยเครดิตได้นำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กร มุ่งสู่การเป็น “ธนาคารที่ทุกคนเข้าถึงได้” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจ การรักษาสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพสังคมไทยในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม โดยในไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารได้รับการยอมรับในระดับประเทศผ่านรางวัลต่างๆ อาทิ การจัดอันดับ SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ที่ระดับ “A” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ Sustainability Disclosure Recognition จากสถาบันไทยพัฒน์ และได้รับคะแนนประเมินบริษัทจดทะเบียนที่มีการกำกับดูแลกิจการในระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง รวมถึงรางวัล "ความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม" (Creativity Awards) และรางวัล "ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเงินสู่ประชาชน" (The Financial Changemaker Award) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  

“รางวัลและความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำว่า ธนาคารไทยเครดิตไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลตอบแทนทางการเงิน แต่เรามุ่งสร้างสมดุลระหว่างผลประกอบการ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับสังคมไทย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการเงินได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน” นายรอยย์กล่าวเพิ่มเติม
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 21 ม.ค. 2569 เวลา : 17:59:53
22-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นปิด (21 ม.ค.69) บวก 21.19 จุด ดัชนี 1,317.56 จุด

2. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (21 ม.ค.69) บวก 19.00 จุด ดัชนี 1,315.37 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำโลกได้ทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ในปีนี้แล้วเป็นครั้งที่ 5 ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับ 4,750-4,700 เหรียญ แนวต้าน 4,850-4,900 เหรียญ

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (20 ม.ค.69) พุ่ง 170.40 ดอลลาร์ ทำนิวไฮยืนเหนือ $4,700 รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (20 ม.ค.68) ร่วง 870.74 จุด วิตกกังวลข้อพิพาทการค้าสหรัฐ-ยุโรป

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 ม.ค.68) มวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคอีสาน ส่งผลภาคอีสานอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิลดลง 1-2 องศา

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (21 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (21 ม.ค. 69) พุ่งพรวด 1,050 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 71,450 บาท

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (21 ม.ค.69) เวลา 9.57 น. ดัชนีอยู่ที่ 1,301.65 จุด บวก 5.28 จุด มูลค่าการซื้อขาย 4,805.41 ล้านบาท

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.80-31.10 บาท/ดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 22 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 2

12. ตลาดหุ้นปิด (20 ม.ค.69) บวก 13.17 จุด ดัชนี 1,296.37 จุด

13. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (20 ม.ค.69) บวก 18.63 จุด ดัชนี 1,301.83 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้ม "Sideway Up" ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับที่บริเวณ 4,650- 4,620 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,700-4,720

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.10-31.35 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 22, 2026, 9:11 am