เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : ทรัพย์สินเสี่ยงทั่วโลก ส่งสัญญาน "ปรับฐานหนัก" สะท้อนความเชื่อมั่นโลกที่มีต่อสหรัฐลดน้อยลง


 

ตลาดหุ้นรวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก กำลังส่งสัญญาณปรับฐานครั้งใหญ่ จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ไต่ระดับความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะจากการดำเนินนโยบายเชิงอำนาจนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่อาจเกิดการบานปลายไปสู่สภาวะสงครามโลก ตลาดการเงินจึงตอบรับความกังวลล่วงหน้า ด้วยการโยกเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น กองทุน รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ไปเก็บไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ที่เข้าสู่จุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์โลกเป็นที่เรียบร้อย
 
เป็นที่ทราบกันดีว่า สหรัฐอเมริกาเป็นใจกลางของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีอิทธิผลต่อตลาดการเงินและตลาดสินทรัพย์ทุกการขยับตัวอยู่แล้ว เนื่องมาจากว่าสหรัฐได้ออกแบบให้ “เงินดอลลาร์สหรัฐ” เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก ด้วยการตั้งตัวเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ใช้เงินสกุลของตัวเองดังกล่าวจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้กับประเทศคู่ค้า จากนั้นก็จะแนะนำให้เอาเงินดอลลาร์ที่ได้มาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือ Bond Yields ที่อ้างว่าเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคง ปลอดภัย และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า จนทำให้บทบาทของเงินดอลลาร์ได้กลายเป็นสกุลเงินสำรองของทุกประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน
 
โดยการที่เงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ในฐานะเป็นเงินสำรองของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  มันก็ได้กลายเป็นอำนาจอันหอมหวาน ที่สหรัฐสามารถใช้เงินดอลลาร์นี้เป็นอาวุธในการคว่ำบาตร รวมถึงยังสามารถใช้คานอำนาจและกดดันประเทศอื่น ๆ ไปพร้อมกับสถานะของการเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก ที่ตลาดส่งออกของประเทศต่าง ๆ ต้องประนีประนอมด้วย เช่นเดียวกับประเด็นของดินแดนกรีนแลนด์ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะต้องครอบครองมาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐให้ได้ แต่เนื่องจากทั้งสหภาพยุโรป หรือ EU มีการคัดค้านถึงความตั้งใจนี้ ทรัมป์จึงได้ใช้อาวุธทางอำนาจการค้า ขู่เก็บภาษีนำเข้าจากสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 25% และเรียกเก็บภาษีเป็นรายสินค้าในอัตราเฉพาะที่สูงขึ้นอีกด้วย
 
อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากฝั่งสหภาพยุโรปหรือ EU นั้นเรียกได้ว่ามีความแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  เช่น ทางฝั่งของ แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ได้ออกตัวในลักษณะที่ห้าวหาญเป็นครั้งแรก ว่า จากมาตรการภาษีสหรัฐที่จะใช้กับ EU ทางรัฐบาลฝรั่งเศส ก็พร้อมที่จะใช้ Big Bazooka หรือนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจตอบโต้สหรัฐกลับไปหากทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่เรื่องภาษี พร้อมกันนั้น ผู้นำใน EU หลายชาติก็มีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรวมตัวตอบโต้กลับด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีในมือเช่นกัน
 
ซึ่งความน่ากลัวก็คือ สหภาพยุโรป หรือ EU เมื่อรวมตัวกันนั้น ก็ถือว่าเป็น “เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา” ดีๆ นี้เอง เพราะแต่ละชาติ ถือครองพันธบัตรสหรัฐในปริมาณมหาศาล หากว่าพวกเขาพร้อมใจกันเทขึ้นมาทั้ง EU ทางฝั่งสหรัฐที่อยู่ในสถานะลูกหนี้ต้องเจ็บหนักแน่นอน (ใช้วิธีอัดฉีดเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจด้วยการเอาพันธบัตรมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตัวเอง) โดย ณ ตอนนี้ ก็มีสัญญาณเริ่มต้นของการเทพันธบัตรสหรัฐทิ้งแล้ว เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ก็มีการขายพันธบัตรของสหรัฐทิ้งไปแล้ว รวมถึงสัญญาณของตลาดลงทุน ที่มีการเข้าซื้อทองคำมากขึ้น จน Gold Spot ทะลุจนถึงระดับสูงสุดใหม่เหนือ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์เข้าไปแล้ว สอดคล้องกับที่ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ก็ได้ออกมาเตือนว่า ทั่วโลกกำลังแห่เทขายสินทรัพย์ของสหรัฐ เนื่องจากประเด็นทางภูมิศาสตร์ดังกล่าว
 
แต่เพราะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยึดโยงกับสินทรัพย์ทั่วโลก ผนวกกับความรุนแรงที่ไต่ระดับขึ้น ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์โลก ณ ปัจจุบัน ทำให้ตลาดสินทรัพย์โดยรวมมีมูลค่าลดลง เห็นได้ชัดหลังจากที่สหภาพยุโรปมีการตอบโต้ด้วยการประกาศเตรียมขึ้นภาษีกีดกันทางการค้ากับฝั่งสหรัฐ ก็ทำให้ตลาดหุ้นแคนาดา CAC40, เยอรมนี DAX, อังกฤษ UKX, อินเดีย NIFTY หรือ ญี่ปุ่น NI225 ปรับตัวลดลงทันที ไม่เว้นแม้แต่ Bitcoin ก็ปรับตัวลงมาที่ระดับ 88,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว
 
ตอนนี้ตลาดโลก กำลังตีความว่ากำลังเข้าสู่สงครามทางการค้าเฟสที่ 2 ที่อาจจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นฝั่งสหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น ก็สูงขึ้นอย่างชัดเจน บ่งบอกถึงสัญญาณทางการเงินที่เข้าสู่โหมด Risk-off (นักลงทุนลดความเสี่ยง) ที่ตลาดเริ่มกังวลเรื่องหนี้รัฐบาลและความไม่แน่นอนของการเงินโลก ณ ปัจจุบัน ผกผันกับการถือครองทองคำ ที่ทั่วโลกมองว่าเป็น Safe Haven ที่ทางสภาทองคำโลก ประเมินว่า หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มีความรุนแรงมากสุด ราคาทองคำมีโอกาสไต่ระดับขึ้นถึง 30% จากระดับปัจจุบันได้ภายในช่วงปี 2569 นี้

LastUpdate 21/01/2569 22:26:54 โดย : Admin
22-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นปิด (21 ม.ค.69) บวก 21.19 จุด ดัชนี 1,317.56 จุด

2. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (21 ม.ค.69) บวก 19.00 จุด ดัชนี 1,315.37 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำโลกได้ทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ในปีนี้แล้วเป็นครั้งที่ 5 ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับ 4,750-4,700 เหรียญ แนวต้าน 4,850-4,900 เหรียญ

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (20 ม.ค.69) พุ่ง 170.40 ดอลลาร์ ทำนิวไฮยืนเหนือ $4,700 รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (20 ม.ค.68) ร่วง 870.74 จุด วิตกกังวลข้อพิพาทการค้าสหรัฐ-ยุโรป

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 ม.ค.68) มวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคอีสาน ส่งผลภาคอีสานอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิลดลง 1-2 องศา

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (21 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (21 ม.ค. 69) พุ่งพรวด 1,050 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 71,450 บาท

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (21 ม.ค.69) เวลา 9.57 น. ดัชนีอยู่ที่ 1,301.65 จุด บวก 5.28 จุด มูลค่าการซื้อขาย 4,805.41 ล้านบาท

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 30.80-31.10 บาท/ดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 22 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 2

12. ตลาดหุ้นปิด (20 ม.ค.69) บวก 13.17 จุด ดัชนี 1,296.37 จุด

13. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (20 ม.ค.69) บวก 18.63 จุด ดัชนี 1,301.83 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้ม "Sideway Up" ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับที่บริเวณ 4,650- 4,620 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,700-4,720

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.10-31.35 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 22, 2026, 9:11 am