เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Krungthai COMPASS วิเคราะห์ "โอกาสส่งออกของธุรกิจอาหารทะเลไทยไปยังสหรัฐฯ หลังการขึ้นภาษีนำเข้า"



 
• ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไทยสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำด้านการส่งออกอาหารทะเลในตลาดโลกและสหรัฐฯ ให้กับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และเอกวาดอร์ จากต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่า ตลอดจนปัญหาเรื่องแรงงานผิดกฎหมาย โดยในปี 2024 ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เหลือเพียง 4% (มูลค่า 1.1พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จาก 12-15% (มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในช่วงปี 2005-2011

• หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า ไทยมีโอกาสแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้นในสินค้าอาหารทะเลบางกลุ่ม อาทิ ปลาทูน่ากระป๋องและกุ้งแปรรูป จาก 3 ปัจจัย คือ 1) สินค้าไทยมี RCA > 1 2) ตลาดสหรัฐฯ ยังมีความต้องการนำเข้า และ 3) ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยดีขึ้นจากการที่อันดับราคาของสินค้าไทยปรับดีขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แม้จะยังไม่ได้มีราคาถูกที่สุดเป็นอันดับ 1 แต่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น โดยปลาทูน่ากระป๋องขยับจากอันดับ 3 เป็นอันดับ 2 และกุ้งแปรรูปจากอันดับ 6 เป็นอันดับ 5 อีกทั้งส่วนต่างราคาของสินค้าไทยกับประเทศที่มีราคาถูกที่สุดแคบลง ลดความเสียเปรียบด้านราคา

• Krungthai COMPASS แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการผลิตเพื่อลดต้นทุน อาทิ การใช้ระบบฟาร์มอัจฉริยะ ระบบคัดแยกอัตโนมัติ ฯลฯ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ต่อยอดสู่อาหารเพื่อสุขภาพ หรือ Plant-based Seafood และยกระดับมาตรฐานสินค้าด้วยการรับรองระดับสากล อาทิ ASC, BAP และ MSC สอดรับกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพความยั่งยืน เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย

ไทยสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำด้านการส่งออกอาหารทะเลจากแรงกดดันด้านต้นทุนทำให้ไม่สามารถแข่งขันราคาได้

สินค้าอาหารทะเลไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักและไทยเคยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลอันดับ 2 รองจากจีน โดยมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ช่วงปี 2005-2011 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไทยเฉลี่ยสูงถึง 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี และสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากไทยสูงราว 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ /ปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12-15% ของการนำเข้าอาหารทะเลรวมของสหรัฐฯ ทั้งหมด

อย่างไรก็ดี หลังจากปี 2012 ไทยเริ่มสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำด้านการส่งออกอาหารทะเลของโลก ให้กับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และเอกวาดอร์ อีกทั้งส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2024 มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทยลดลงไปอยู่ที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือลดลงกว่า 34% เมื่อเทียบกับปี 2011 หรือลดลงเฉลี่ย 3%CAGR ในช่วงปี 2012-2024 และมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เหลือเพียงราว 4% (มูลค่าราว 1.1 พันล้านบาท) ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลของสหรัฐฯ เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 7%CAGR และประเทศคู่แข่งมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในปี 2024 อินเดียมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 10% จาก 4% ในปี 2011 เป็นต้น
 

 
ต้นทุนการผลิต อาทิ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าไฟฟ้า และต้นทุนแรงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าอาหารทะเลไทยเสียเปรียบคู่แข่ง 

ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำของไทยสูงกว่าคู่แข่ง จากการพึ่งพาการนำเข้า อาทิ กากถั่วเหลืองและข้าวสาลี เนื่องจากค่าอาหารสัตว์คิดเป็นสัดส่วน 50-60% ของต้นทุนการผลิต เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง อินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลก ทำให้มีต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ถูกกว่า หรือ เอกวาดอร์ที่ได้เปรียบทางด้านขนส่งจากการนำเข้าวัตถุดิบในทวีปอเมริกาใต้ที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันซึ่งมีค่าขนส่งวัตถุดิบที่ต่ำ

ค่าไฟฟ้าของไทยสูงกว่าคู่แข่งอีก 5 ประเทศอย่างชัดเจน ในปี 2024 ค่าไฟฟ้าของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.13 ดอลลาร์สหรัฐฯ/kWh สูงกว่าอินเดียและเวียดนามที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 0.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ/kWh หรือสูงกว่าถึง 63% เนื่องจากไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น การใช้เครื่องตีน้ำเพื่อเติมออกซิเจน ส่วนต่างของค่าไฟฟ้านี้จึงกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งตั้งแต่ต้นน้ำ

 
ต้นทุนแรงงานที่ไทยเสียเปรียบต้นทุนแรงงานที่อินเดีย เวียดนาม และจีนอย่างมาก รวมทั้งผู้ประกอบการไทยยังต้องรับภาระต้นทุนแฝงเกี่ยวกับการจัดแรงงานจากกฎระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งเกิดขึ้นจากในอดีตที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เคยจัดให้กุ้งไทยจัดอยู่ในบัญชีสินค้าที่มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ (List of Goods Produced by Child Labor or Forced Labor) ในช่วงปี 2009-2024 และไทยเคยได้รับใบเหลือง Illegal, Unreported and Unregulated Fishing (IUU) หรือการแจ้งเตือนประเทศที่ทำการประมงผิดกฎหมายจากยุโรป ในช่วงปี 2015-2018 ส่งผลให้มีการบังคับใช้มาตรฐาน PIPO (Port-In Port-Out) และ GLP (Good Labour Practices) ในการจัดการแรงงานในอุตสาหกรรมประมงไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

ประเมินโอกาสการส่งออกอาหารทะเลไทยไปยังสหรัฐฯ หลังการขึ้นภาษีนำเข้า

เมื่อพิจารณาด้านอัตราภาษีนำเข้า สินค้าอาหารทะเลไทยอาจมีโอกาสส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จากการที่ประเทศคู่แข่งที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าไทย อาทิ ประเทศจีนที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 59% (รวมมาตรา 301) และ เวียดนาม 20% ขณะที่อินโดนีเซียถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกันกับไทยที่ 19% อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ซึ่ง Krungthai COMPASS จะทำการวิเคราะห์ในส่วนถัดไป

 
Krungthai COMPASS ประเมินโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกอาหารทะเลไทย ไปยังสหรัฐฯ โดยพิจารณา 9 กลุ่มสินค้าอาหารทะเลที่ไทยมีการส่งออกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2015-2024) พบว่า อาหารทะเลไทย 2 กลุ่ม ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋องและกุ้งแปรรูป เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ โดยทำการพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 

 
1) ความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนจากค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตของมูลค่าการนำเข้าในช่วงปี 2015-2024 

2) ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไทย สะท้อนจากการมีค่าความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ (Relative Comparative Advantage: RCA) มากกว่า 1

3) ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยหลังจากมาตรการขึ้นภาษี เมื่อเทียบกับ 5 ประเทศคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลไปยังสหรัฐฯ รายใหญ่ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และเอกวาดอร์ 

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลทั้ง 9 กลุ่มเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4% โดยยังคงมีความต้องการนำเข้าอาหารทะเลหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกุ้งประป๋อง กุ้งแช่แข็ง กุ้งแปรรูป ปลาและเนื้อปลาแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแปรรูป ปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป รวมทั้งปูและหอยแช่แข็งและแปรรูป แต่เมื่อพิจารณาความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ควบคู่กับค่าดัชนี RCA ของไทย จะพบว่า มี 6 กลุ่ม สินค้าอาหารที่ไทยมีศักยภาพที่จะเติมเต็มความต้องการของตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ กุ้งกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง กุ้งแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแปรรูป ปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป
 
 
จากนั้น พิจารณาปัจจัยที่ 3 ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยหลังจากมาตรการขึ้นภาษี พบว่า 2 ใน 6 ของกลุ่มสินค้าอาหารทะเลที่ไทยมีโอกาสแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้มากขึ้น ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋อง และ กุ้งแปรรูป จากการที่อันดับราคาไทยปรับดีขึ้นและส่วนต่างราคาสินค้าไทยกับสินค้าของประเทศที่มีราคาถูกที่สุดแคบลง เมื่อเปรียบเทียบราคาก่อนและหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยกับประเทศคู่แข่งหลักอีก 5 ประเทศ

ปลาทูน่ากระป๋อง: ไทยเป็นประเทศที่มีฐานความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว เดิมมีราคาก่อนภาษีอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับคู่แข่งอีก 4 ประเทศ (ไม่พิจารณาอินเดีย เนื่องจากมีมูลค่าการส่งออกน้อย) หลังการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้อันดับราคาของไทยจากลำดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและจีน ขึ้นมาเป็นลำดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย และส่วนต่างราคาระหว่างไทยกับประเทศที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่มหลังการเพิ่มภาษีนั้นลดลงถึง 92%

 
กุ้งแปรรูป: เดิมราคากุ้งแปรรูปของไทยอยู่ลำดับสุดท้ายของกลุ่ม (แพงที่สุด) แต่หลังการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ราคาของไทยขยับอันดับจากอันดับ 6 ขึ้นมาเป็นอันดับ 5 จากการที่อินเดียตกลงมาเป็นลำดับสุดท้ายของกลุ่ม อีกทั้งราคาส่วนต่างระหว่างไทยกับประเทศที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่มหลังการเพิ่มภาษีนั้นลดลง 24%

สำหรับสินค้าอาหารทะเลอีก 4 กลุ่ม พบว่าความสามารถในการแข่งขันด้านราคายังไม่ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบางกลุ่มจะมีอันดับราคาดีขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยปลาแปรรูปและกุ้งแช่แข็ง มีอันดับราคาดีขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่ส่วนต่างราคาเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีราคาถูกที่สุดกลับกว้างขึ้น ขณะที่กุ้งกระป๋องและปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป มีอันดับราคาคงเดิม ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคายังคงเสียเปรียบคู่แข่งเช่นเดียวกับก่อนการขึ้นภาษีนำเข้า

โอกาสในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าอาหารทะเลไทยจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เกิดขึ้นกับสินค้าเพียงบางกลุ่มและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากสหรัฐฯ ปรับลดภาษี หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการตัดสินของศาลพิพากษาสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในด้านการค้า อาทิ การยกเลิกภาษีนำเข้าบางส่วน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรพึ่งพาโอกาสจากภาษีเพียงอย่างเดียว ประกอบกับเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น อาจเป็นหนึ่งปัจจัยที่ลดทอนประโยชน์ด้านราคาจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เดิมยังเผชิญข้อจำกัดด้านราคา ดังนั้น ในระยะข้างหน้าผู้ประกอบการจึงควรเร่งปรับตัว เพื่อความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน ซึ่งจะกล่าวถึงแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยในส่วนถัดไป

Krungthai COMPASS แนะนำ 3 แนวทางสำคัญ ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย 

1.   ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุน นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น อาทิ

การบำบัดและจัดการคุณภาพน้ำด้วยฟาร์มอัจฉริยะ (Precision Aquaculture) เนื่องจากการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำแบบเดิมอาจไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต โดยเทคโนโลยี IoT ช่วยติดตามคุณภาพน้ำตลอด 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ความผิดปกติ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น ไทยยูเนี่ยน นำเครื่องตีน้ำ (Aerators) ที่มีระบบ IoT ในการควบคุมโดยสามารถสั่งเปิด-ปิดเครื่องตีน้ำอัตโนมัติตามค่าออกซิเจน (DO) ที่วัดได้จริง พบว่าช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ถึง 20-30%1  รวมทั้งผลการศึกษาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า เกษตรกรที่ใช้ระบบนี้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ 13% จากอัตรารอดของกุ้ง2

ระบบคัดแยกอัตโนมัติ (Smart Sorting & Grading) ในการผลิตอาหารทะเลแปรรูป โดยการใช้เทคโนโลยี Computer Vision, Hyperspectral Imaging และ AI สามารถตรวจจับตำหนิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น จุดดำใต้เปลือกกุ้ง เพื่อคัดแยกเกรดได้อย่างแม่นยำ ทำให้สินค้ามีมาตรฐานสม่ำเสมอ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน โดยตัวอย่างผู้ประกอบการเวียดนามอย่าง TAIKA Seafood พบว่า ระบบนี้สามารถลดจำนวนแรงงานในการคัดแยกได้ถึง 70%3 

2.  สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยสินค้ามูลค่าสูง (Product Value Creation) สู่สินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และ เทรนด์สุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดใหม่ๆ อาทิ

• คอลลาเจน ไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) และน้ำมันปลาที่สกัดจากหนังปลาทูน่า ซึ่งเป็นส่วนเหลือจากกระบวนการแปรรูปปลา (By-product) ที่ผู้ประกอบการไทยอย่างไทยยูเนี่ยนพัฒนาและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ZEAVITA เพื่อเจาะตลาดกลุ่มรักสุขภาพ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก By-product ด้วยการใช้นวัตกรรม

• ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง โปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant-based Seafood) โดยใช้นวัตกรรมสร้างอาหารทะเลเสมือนจริง ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Mantra โดย ฟู้ดโปรเจ็ค ได้พัฒนาอาหารทะเลจากพืชเป็น เนื้อปลา เนื้อปลาหมึก, กะปิเจ และข้าวเกรียบกุ้ง ไลฟ์สไตล์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิ ผู้ที่แพ้อาหารทะเล

3. ยกระดับสินค้าด้วยการรับรองจากมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เพื่อเจาะตลาดกำลังซื้อสูง (Premium Market) และเป็นคู่ค้ากลุ่ม Tier 1 ในสหรัฐฯ และยุโรป ที่มีนโยบายการจัดซื้อสินค้า Sustainable Sourcing 100% โดยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง อาทิ มาตรฐาน ASC, BAP, MSC และ MainTrust เป็นต้น

มาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council (ASC) และ Best Aquaculture Practices (BAP) ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยข้อมูลจากวารสาร Fisheries Science & Aquaculture ระบุว่า สินค้าที่รับรองมาตรฐานดังกล่าวสามารถทำราคาได้สูงกว่าและแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดกำลังซื้อสูง4 โดยในสหรัฐฯ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Walmart, Costco และ Whole Foods ได้ให้ความสำคัญกับการจัดซื้ออาหารทะเลที่ยั่งยืน ทำให้สินค้าที่มีตรารับรอง ASC/BAP จะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก สำหรับตัวอย่างผู้ประกอบการไทย มารีนโกลด์ ได้เข้าร่วมโครงการ iBAP เพื่อยกระดับ Supply Chain ในเครือบริษัทให้เข้าสู่การรับรองรวมทั้งมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน ASC

มาตรฐาน Marine Stewardship Council (MSC) ที่ให้การรับรองอาหารทะเลที่จับจากธรรมชาติที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ โดยเป็นมาตรฐานสำคัญในการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯและยุโรป โดยผู้ประกอบการไทยอย่าง ไทยยูเนี่ยน ได้เริ่มจำหน่ายทูน่ากระป๋องที่ได้การรับรองจาก MSC ภายใต้แบรนด์ ซีเล็ค (SEALECT) ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างและเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 ปลาทูน่า ที่บริษัทนำมาใช้ทั้งหมด ต้องมาจากแหล่งประมงที่ได้การรองรับจากมาตรฐาน MSC หรืออยู่ในขั้นตอนการยกระดับสู่ MSC

ทั้งนี้ การจะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยจำเป็นต้องทำพร้อมกันทั้ง 3 แนวทาง คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและการยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืนสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในระยะยาว 

สรัลธร อลงกรณ์วุฒิชัย
ภวิกา กล้าหาญ
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 06 ก.พ. 2569 เวลา : 13:05:29
08-02-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิด (6 ก.พ. 69) บวก 7.78 จุด ดัชนี 1,354.01 จุด

2. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (6 ก.พ.69) บวก 10.21 จุด ดัชนี 1,356.44 จุด

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (5 ก.พ.69) ร่วง 61.30 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่าฉุดตลาด

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (5 ก.พ.69) ร่วง 592.58 จุด หวั่นการแข่งขัน AI รุนแรง ฉุดกำไรบริษัทกลุ่มเทคฯ

5. พยากรณ์อากาศวันนี้ (6 ก.พ.69) ประเทศไทยตอนบน อุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศา, 8-11 ก.พ. ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง

6. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ซึ่งการปรับฐานอาจใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เคลื่อนไหวระยะยาว ที่ค่อนข้างกว้างบริเวณ 4,650-4,950 เหรียญ

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (6 ก.พ.69) ลบ 2.47 จุด ดัชนี 1,343.76 จุด

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.70-31.95บาท/ดอลลาร์

9. ราคาทองวันนี้ (6 ก.พ. 69) เปิดตลาด ร่วงลง 1,300 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,800 บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (6 ก.พ.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.85 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 9 ก.พ. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล

12. ประกาศ กปน.: 9 ก.พ. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 3

13. ตลาดหุ้นไทยปิด (5 ก.พ. 69) ลบ 0.31 จุด ดัชนี 1,346.23 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (5 ก.พ.69) ลบ 7.63 จุด ดัชนี 1,338.91 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำในระยะสั้นประเมินว่าเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways โดยนักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนของราคาประเมินแนวรับของราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot)อยู่ที่บริเวณ 5,000-5,100 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 8, 2026, 8:04 pm