
คาดตลาดแกว่งตัวขึ้น สัญญาณ Fund Flow ยังหนุนหลังซื้อสุทธิกว่า 1 หมื่นลบ. ทางเทคนิคกลับมาทะลุ 1420 ทำให้มีช่วงขึ้นต่อ แนวต้านในระยะสั้นประเมินที่ 1450/1460 ปัจจัยภายนอก เป็นลบความกังวล AI เข้ามากดดัน Software ดั้งเดิม สัปดาห์หน้าติดตามตัวเลข GDP 4Q68 ไทย ซึ่งจะเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล ติดตามว่าผลการบริหารด้าน ศก. เป็นอย่างไรและจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นรัฐบาล ด้าน Valuation ในระยะสั้นคาดยังติดที่ PER ที่ 16 เท่า จากปัจจุบันซื้อขายที่ 15 เท่า
ประเด็นสำคัญ
• ม. หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค. 2569 เพิ่มขึ้นสู่ 52.8 จากไทย-กัมพูชาที่ยุติการปะทะ บรรยากาศช่วงหาเสียงการเลือกตั้ง และความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้น ศก. จากรัฐบาลใหม่ มองเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL CPAXT BJC)
• สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเผยความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนมีสัญญาณดีขึ้นหลังทราบผลเลือกตั้ง การประกาศ ครม. ชุดใหม่จะส่งสัญญาณบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและใช้จ่าย และได้เสนอ 6 ข้อเสนอแก่รัฐบาล ซึ่งคาดจะช่วยหนุน GDP อีก 0.5-1.0%
• ธพ. เผยการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2568 ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน ลดลง 0.2%YoY กดดันจากดีเซลตามกิจกรรมทาง ศก. ที่ชะลอตัว แต่เบนซินและน้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศและ นทท. ต่างชาติ คาดการใช้เบนซินและน้ำมันอากาศยานจะมีโมเมนตัมหนุนต่อเนื่องในช่วง 1Q69 หนุนจากช่วงเทศกาลตรุษจีนและ นทท. จีนที่เข้าไทยต่อเนื่อง เป็นบวกต่อธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน (OR)
• IEA คงคาดการณ์ตลาดน้ำมันในปี 2569 จะเกินดุลตลอดทั้งปี โดยคาดเกินดุลสูงสุดใน 2Q69 ราว +4.4MBD อุปทานโลกคาดขยายตัว +2.4MBD จากการผลิตในเวเนซุเอลาที่ฟื้นตัวและรัสเซียส่งออกสู่จีนทำสถิติสูงสุด และลดคาดการณ์เติบโตอุปสงค์เหลือ +850kBD ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent วานนี้ปรับลง 3%
• กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยตัวเลขขาดดุลงบประมาณในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบฯ 2569 (ต.ค. 2568 - ม.ค. 2569) ขาดดุลที่ US$6.97 แสนล้าน ลดลง 17%YoY อานิสงส์จากรายได้จากภาษีศุลกากรของ ปธน. ทรัมป์ ราว US$1.24 แสนล้าน เพิ่มขึ้น 304%YoY
กลยุทธ์การลงทุน
แม้ช่วงสั้นมอง SET มีโมเมนตัมปรับตัวขึ้นต่อได้ หลังมีความชัดเจนพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งช่วยลดสุญญากาศทางการเมืองและสร้างความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ แต่ควรเพิ่มความระมัดระวัง หลังดัชนีเปิด Gap ขาขึ้นรุนแรงจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าอย่างหนาแน่น ทำให้ทางเทคนิคมีโอกาสสูงที่จะเกิดการพักตัวจากแรงขายทำกำไร หากดัชนีไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านสำคัญที่ 1420/1430 จุดได้อย่างมั่นคง ส่วนปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sector, นโยบาย ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก และ CPI ซึ่งแม้คาดจะยังไม่เปลี่ยนมุมมองเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ แต่เป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
แม้มอง SET มีโมเมนตัมปรับขึ้นต่อได้ หลังมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น แต่ทางเทคนิคมีโอกาสพักตัวจากแรงขายทำกำไรหลังดัชนีปรับขึ้นแรง ขณะที่การประกาศงบ 4Q68 ของบจ. ไทยและนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศยังเป็นปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM CHG GPSC GULF PRM
2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แนะนำ กลุ่มรับเหมาและวัสดุฯ (STECON CK SCC) กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มนิคม (WHA AMATA) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GUNKUL BANPU) กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CRC CPN) กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS AOT CENTEL ERW) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL HMPRO SAWAD WHA 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP SPRC และ 4) หุ้นที่คาดสัปดาห์นี้จะประกาศกำไร 4Q68 เติบโต YoY แนะนำ PTTGC GPSC FTREIT
Daily Top Picks
CPALL: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากโมเมนตัมบวกหลังทราบผลเลือกตั้ง จากคาดหวังต่อรัฐบาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กำไรสุทธิใน 4Q68 คาดที่ 7 พันลบ. (+1%YoY และ 8%QoQ) เด่นที่สุดในกลุ่ม และกำไร 1Q69 เติบโตต่อเนื่อง ส่วน Valuation น่าสนใจ PER 2569F อยู่ที่ 12 เท่า ต่ำกว่ากลุ่ม เป้าหมายระยะสั้น 50.50 บาท
BTG: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากช่วงเทศกาลตรุษจีนจะหนุนความต้องการบริโภคตามฤดูกาล หนุนให้ราคาสัตว์บกเริ่มฟื้นตัว QoQ ขณะที่ราคาหุ้น Laggard เมื่อเทียบกับตลาดที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ด้าน Valuation น่าสนใจ ซื้อขายด้วย PER 2569F ที่ 7.2 เท่า ต่ำกว่ากลุ่ม เป้าหมายระยะสั้น 18.40 บาท
ข่าวเด่น