
ในการประชุมกนง. วันที่ 25 ก.พ. 2569 คาดว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาด และความเสี่ยงทางการเมืองมีแนวโน้มลดลงภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง
· เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าที่ประเมินไว้ ส่งผลให้แรงกดดันต่อการเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจลดลง โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัสและการเติมเงินบัตรสวัสดิการ โครงการเที่ยวดีมีคืน 2568 ตลอดจนการเร่งซื้อยานยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 แต่โดยรวมสะท้อนว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้
· ผลการเลือกตั้งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และเอื้อต่อความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง โดยคาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีหลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จในไตรมาส 2 หรือ 3 ของปีนี้ ขณะเดียวกัน เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน และสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะถัดไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้ โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นในการประชุมรอบเดือนมิ.ย. 2569 เพื่อรอประเมินตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ที่จะออกมาในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจเป็นจุดต่ำสุดของปี ปัจจัยกดดันหลักมาจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐชะลอลง ประกอบกับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่แผ่วลงหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง คนละครึ่ง เฟส 1 และมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 สิ้นสุดลง
ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสทยอยฟื้นตัวหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วและมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องลดการขาดดุลตามแผนการคลังระยะปานกลาง
นอกจากนี้ สินเชื่อมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ โดยสินเชื่อในกลุ่ม SMEs และสินเชื่อรายย่อยยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสภาพคล่องและการฟื้นตัวของรายได้ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% อาจช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้บางส่วน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ การที่กนง. มีกรรมการเพียง 6 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน อาจทำให้ดุลยภาพของความเห็นในที่ประชุมมีความอ่อนไหวมากขึ้น โดยหากเสียงแตกแบบ 3 ต่อ 3 จะเป็นการให้น้ำหนักกับการตัดสินใจของประธานกนง. นอกจากนี้ การเปลี่ยนเลขานุการ กนง. คนใหม่ อาจนำไปสู่การปรับโทนหรือรูปแบบการสื่อสารเชิงนโยบายที่ต้องจับตาต่อไป
ข่าวเด่น