
• ตลาด Pet Care โลกมีมูลค่ากว่า 207 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 และยังเติบโตต่อเนื่องจากกระแส Pet Humanization
• ตลาดแมวกำลังเติบโตเร็วกว่าตลาดสุนัข สะท้อนวิถีชีวิตคนเมือง ครอบครัวขนาดเล็ก และคนโสดที่เพิ่มขึ้น
• เอเชียแปซิฟิกกลายเป็นภูมิภาคดาวรุ่งของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง โดยจีน ไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตโดดเด่น
• ไทยกำลังก้าวสู่การเป็น “ครัวสัตว์เลี้ยงโลก” ด้วยศักยภาพด้านการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงและการส่งออกระดับโลก
จากหมาเฝ้าบ้าน สู่ลูกคนหนึ่งของครอบครัว
เมื่อก่อนสัตว์เลี้ยงมีหน้าที่เฝ้าบ้าน จับหนู หรือเป็นเพื่อนเล่นของเด็ก ๆ แต่วันนี้หลายคนเรียกตัวเองว่า “Pet Parent” และพร้อมดูแลสมาชิกสี่ขาไม่ต่างจากคนในครอบครัว
อาหารพรีเมียม วิตามิน ประกันสุขภาพ สปา โรงแรม หรือแม้แต่รถเข็นสัตว์เลี้ยง กลายเป็นสินค้าที่เจ้าของจำนวนมากยินดีจ่าย
จากความรักและความผูกพัน กำลังเกิดเป็นเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลที่เรียกว่า Pet Economy ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
ตลาดสัตว์เลี้ยงโลก: ธุรกิจที่โตเพราะคนรักสัตว์เหมือนคนในบ้าน
Euromonitor International คาดว่าตลาด Pet Care โลกจะมีมูลค่าสูงถึง 207 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 เพิ่มขึ้นราว 5% จากปีก่อน
แนวคิด Pet Humanization หรือการมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวทำให้รูปแบบการใช้จ่ายเปลี่ยนไป จากอาหารเม็ดธรรมดา วันนี้เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากหันมาเลือกอาหารสุขภาพ วิตามิน การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน ประกันสัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับติดตามสุขภาพ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มาจากจำนวนสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการที่เจ้าของยอมใช้จ่ายมากขึ้นต่อสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว หรือที่เรียกว่า Premiumization
ยุคทองของเจ้าเหมียว
หนึ่งในดาวเด่นของ Pet Economy คือ “แมว”
Euromonitor ระบุว่า ระหว่างปี 2020–2025 ตลาดอาหารแมวเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี สูงกว่าอาหารสุนัขที่เติบโตเฉลี่ย 3.8%
เหตุผลสำคัญคือวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป คนเมืองอาศัยอยู่ในคอนโดมากขึ้น มีพื้นที่จำกัด ใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น และต้องการสัตว์เลี้ยงที่ดูแลง่าย
ในหลายประเทศ จำนวนสัตว์เลี้ยงกำลังเติบโตเร็วกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ครอบครัวขนาดเล็ก สังคมสูงวัย และรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากอดีต
สัตว์เลี้ยงจึงไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนคลายเหงาอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจแห่งความใส่ใจ (Care Economy) ที่เติบโตขึ้นทั่วโลก
สัตว์เลี้ยง: รายจ่ายสำคัญของครัวเรือนยุคใหม่
รายงาน Rover’s 2025 True Cost of Pet Parenthood ระบุว่า การเลี้ยงสุนัขหนึ่งตัวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 1,390–5,295 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และมีต้นทุนตลอดอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 34,550 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ส่วนแมวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 760–3,495 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และมีต้นทุนตลอดอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 32,170 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า สัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนร่วมบ้าน แต่กลายเป็นหนึ่งในหมวดรายจ่ายสำคัญของครัวเรือนยุคใหม่ไปแล้ว
ไทย: จากครัวโลก สู่ครัวสัตว์เลี้ยงโลก
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโลก
ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากเยอรมนี และมีส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 10%
การเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงโลกจึงกลายเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการต่อยอดความแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะยาว
จุดแข็งสำคัญคือความเชี่ยวชาญด้านอาหาร วัตถุดิบเกษตรและประมงคุณภาพสูง มาตรฐานการผลิตระดับสากล และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลก
Pet Economy ไม่ได้ขายแค่อาหาร
ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าที่หลายคนคิด
ตั้งแต่โรงพยาบาลสัตว์ ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง คาเฟ่สัตว์เลี้ยง โรงแรม Pet Friendly บ้านที่ออกแบบเพื่อสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงอุปกรณ์ติดตามสุขภาพและบริการสมัครสมาชิกอาหารรายเดือน
พูดอีกแบบหนึ่งคือ สัตว์เลี้ยงหนึ่งตัวกำลังสร้างห่วงโซ่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน
หากมองในระยะยาว โอกาสของไทยอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง แต่ยังรวมถึงบริการด้านสุขภาพสัตว์ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง และธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเพียงการผลิตสินค้า
Recession Resistant Industry
หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนพลังของ Pet Economy ได้ดีที่สุดคือ แม้เศรษฐกิจชะลอตัว เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากก็ยังคงยอมจ่ายเพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงของตน
ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยจึงมองว่าธุรกิจสัตว์เลี้ยงเป็น Recession Resistant Industry หรือธุรกิจที่มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับหลายอุตสาหกรรมอื่น
ในหลายประเทศ จำนวนสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่กลับลดลง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ครอบครัวขนาดเล็ก สังคมสูงวัย และผู้คนที่ใช้ชีวิตลำพังมากขึ้น
สัตว์เลี้ยงจึงไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนคลายเหงา แต่กำลังเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์และกลายเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัวในสายตาของผู้คนจำนวนมาก
และเมื่อความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงลึกซึ้งมากขึ้น ความรักที่เคยเกิดขึ้นภายในบ้านจึงกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนธุรกิจ การบริโภค และวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก
ข่าวเด่น