เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : AI กำลังสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ทางเศรษฐกิจ เมื่อโลกไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องเทคโนโลยีอีกต่อไป


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นหนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกธุรกิจและการลงทุน หลายคนมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน บางคนกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ ขณะที่อีกหลายคนมองว่า AI คือโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ของโลกยุคใหม่ แต่ในมุมมองของทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย AI อาจมีความหมายที่ลึกกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่กำลังเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ ที่อาจกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ชนะและใครจะกลายเป็นผู้แพ้ในทศวรรษข้างหน้า

ในอดีต ประเทศที่มีน้ำมันจำนวนมากมักเป็นผู้ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศที่มีแรงงานราคาถูกสามารถดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกได้ แต่ในยุค AI ปัจจัยแห่งความได้เปรียบกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงพลังงาน ชิปประมวลผล ข้อมูล ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center รวมถึงบุคลากรและเงินทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI จนเกิดเป็นการแข่งขันระดับโลกที่รุนแรงไม่ต่างจากการแข่งขันด้านพลังงานในอดีต

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ชัดเจน คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เสมือนเป็น “ห้องทดลอง AI” ครั้งแรกของโลก เพราะเดิมที โลกเคยเชื่อว่ากองทัพที่มีรถถังมากกว่า อาวุธมากกว่า หรือทหารมากกว่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่สงครามในปัจจุบันกลับแสดงให้เห็นว่าความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวน หากอยู่ที่ข้อมูลและความสามารถในการประมวลผลข้อมูล โดรนราคาประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถทำลายอาวุธที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐได้ ความแตกต่างของต้นทุนที่สูงถึงหลายสิบหรือหลายร้อยเท่ากำลังเปลี่ยนรูปแบบของสงคราม และทำให้ AI กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศต้องการครอบครอง นั่นทำให้การแข่งขันด้าน AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่การแข่งขันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์

 
หากจะเข้าใจว่าทำไม AI จึงกำลังสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ทางเศรษฐกิจ อาจพิจารณาได้จากแนวคิด “เค้ก 5 ชั้นของ AI” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของเจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NVIDIA โดยชั้นแรก คือ “พลังงาน” ซึ่งถือเป็นฐานรากที่สำคัญที่สุด ที่ผ่านมา หลายคนมองว่า AI เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ แต่ความจริงแล้ว AI ใช้พลังงานมหาศาลในการประมวลผลข้อมูล ทุกครั้งที่ผู้ใช้งานถามคำถาม AI ระบบไม่ได้เพียงดึงข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาแสดง แต่ต้องประมวลผลและสร้างคำตอบขึ้นมาใหม่แบบเรียลไทม์ ยิ่งโลกใช้ AI มากขึ้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่า ประเทศที่มีระบบพลังงานมั่นคง มีไฟฟ้าเพียงพอ และสามารถรองรับการขยายตัวของ Data Center ได้ อาจกลายเป็นผู้ชนะในยุคใหม่

ชั้นที่สอง คือ “ชิป” AI ไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีชิปประมวลผลและชิปหน่วยความจำ ปัจจุบันความต้องการชิปทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกำลังการผลิตไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทัน นี่คือเหตุผลที่ประเทศและบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิป กำลังกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายใหญ่จากกระแส AI

ชั้นที่สาม คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ในอดีต Data Center อาจถูกมองว่าเป็นเพียงสถานที่จัดเก็บข้อมูล แต่ในยุค AI บทบาทของมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันได้กลายเป็น “AI Factory” หรือโรงงานผลิต AI ที่การจะสร้างโรงงานเหล่านี้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ระบบไฟฟ้า ระบบหล่อเย็น สายไฟเบอร์ออปติก และแร่ธาตุสำคัญอย่างทองแดง ซึ่งถูกเปรียบเสมือนเส้นเลือดและเส้นประสาทของ Data Center เพราะมีบทบาททั้งในการนำไฟฟ้า การระบายความร้อน และการรับส่งข้อมูล โดยความต้องการทองแดงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าในอนาคตโลกอาจเผชิญภาวะที่ความต้องการสูงกว่ากำลังการผลิต เมื่อทรัพยากรสำคัญมีจำกัด แต่ความต้องการเพิ่มขึ้น ราคาก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ชั้นที่สี่ คือ “โมเดล AI” นี่คือสมองที่อยู่เบื้องหลัง AI ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล การเรียนรู้ หรือการสร้างคำตอบให้ผู้ใช้งาน บริษัทที่สามารถพัฒนาโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและดึงดูดผู้ใช้งานได้มากกว่า แต่ถึงแม้โมเดลจะสำคัญเพียงใด ก็ยังไม่ใช่จุดที่สร้างรายได้โดยตรงมากที่สุด

ชั้นที่ห้า ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของเค้ก คือ “แอปพลิเคชัน” เป็นจุดที่สร้างรายได้จริงในยุค AI โดยหากเปรียบเทียบเค้ก 5 ชั้น ของ AI เป็นอาคารขนาดใหญ่ พลังงาน ชิป และ Data Center อาจเป็นฐานรากและโครงสร้างของอาคาร แต่ชั้นบนสุดที่สร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ๆ คือ แอปพลิเคชัน เป็นส่วนที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและมีปฏิสัมพันธ์ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini, NotebookLM หรือบริการ AI รูปแบบต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การสร้างเค้กทั้ง 5 ชั้นนี้ ยังต้องอาศัยปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ “เงินทุน” เพราะปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อสร้าง Data Center โรงงานชิป และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ขณะเดียวกัน รัฐบาลหลายประเทศก็เพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีเช่นกัน เมื่อทุกฝ่ายต้องการเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในเวลาเดียวกัน จึงเกิดการแย่งชิงเงินทุนขึ้นทั่วโลก ผลที่ตามมา คืออัตราดอกเบี้ยอาจลดลงได้ยากกว่าที่หลายคนคาด

เพราะเมื่อความต้องการใช้เงินยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนทางการเงินก็มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงเช่นกัน นี่คือจุดที่ทำให้ AI เริ่มสร้าง “ผู้แพ้” ควบคู่ไปกับ “ผู้ชนะ” เพราะในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายและมีทรัพยากรเพียงพอในการลงทุน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME กลับต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยนอกจากต้องแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่แล้ว ยังต้องรับมือกับดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรของโลก

และผู้แพ้อีกกลุ่มหนึ่ง อาจไม่ใช่แรงงานอย่างที่หลายคนคิด แต่คือประเทศหรืออุตสาหกรรมที่ไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบนิเวศของ AI ได้ หากประเทศหนึ่งไม่มีพลังงานเพียงพอ ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ไม่มีบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และไม่สามารถดึงดูดการลงทุนด้าน AI ได้ ประเทศนั้นอาจกลายเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี มากกว่าจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ขณะเดียวกัน ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังเปิดเผยว่า ตลาดแรงงานเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงในแบบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เพราะในปัจจุบันโลกกำลังขาดแคลนช่างไฟ ช่างระบบน้ำ และช่างเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง Data Center อย่างหนัก ในบางพื้นที่ ความต้องการแรงงานกลุ่มนี้สูงกว่าความต้องการบุคลากรระดับปริญญาเอกด้านคอมพิวเตอร์เสียอีก เหตุผลไม่ใช่เพราะความสำคัญของนักวิจัยลดลง แต่เพราะ AI ไม่ได้เป็นเพียงซอฟต์แวร์ หากต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพรองรับอย่างมหาศาล

ท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันด้าน AI อาจไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น แต่เป็นการแข่งขันเพื่อครอบครองทรัพยากรที่จำเป็นต่อการสร้างเทคโนโลยีนั้น ในอดีต ประเทศที่มีน้ำมันอาจเป็นผู้ชนะของเศรษฐกิจโลก แต่ในยุค AI ผู้ชนะอาจเป็นประเทศที่สามารถสร้างระบบนิเวศของ AI ได้ครบวงจร ตั้งแต่พลังงาน ชิป โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน ไปจนถึงนวัตกรรมและแอปพลิเคชัน ส่วนผู้แพ้ อาจไม่ใช่คนที่ไม่ใช้ AI แต่คือประเทศ ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมที่ไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในวันนี้

LastUpdate 17/06/2569 21:36:30 โดย : Admin
18-06-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 มิ.ย. 69) ลบ 0.98 จุด ดัชนี 1,587.07 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 มิ.ย.69) ลบ 3.73 จุด ดัชนี 1,584.32 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 มิ.ย.69) มรสุมกำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผล ภาคเหนือ ฝนตก 60% กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่นๆ 40%

4. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงทรงตัวบริเวณ 4,340 เหรียญ เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยสัปดาห์นี้ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 3%

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (16 มิ.ย.69) บวก 328.64 จุด รับสงครามอิหร่านปิดฉาก จับตาประชุมเฟด

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (16 มิ.ย.69) บวก 2.80 ดอลลาร์ รับดีลสันติภาพอิหร่านลดโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (17 มิ.ย.69) "คงที่" ทองรูปพรรณ ขายออก 67,700 บาท

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (17 มิ.ย. 69) ลบ 1.47 จุด ดัชนี 1,586.58 จุด

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-32.65 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (17 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (16 มิ.ย.69) ลบ 3.67 จุด ดัชนี 1,588.05 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (16 มิ.ย.69) ลบ 2.69 จุด ดัชนี 1,589.03 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำเริ่มกลับมาทรงตัวเหนือระดับ 4,300 เหรียญ ได้เป็นวันที่ 2 หลังดีดตัวขึ้นจากข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับการลงนามข้อตกลงหยุดยิง

14. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (16 มิ.ย.69) บวก 2.88 จุด ดัชนี 1,594.60 จุด

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 18, 2026, 9:57 am